วารสารคณะศิลปศาสตร์
Liberal Arts journal
บทความทางวิชาการ
ประวัติข่วงสิงห์กิติพงษ์  ขัติยะ “ข่วงสิงห์”  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “คุ้มสิงห์” เป็นโบราณสถาน ตั้งอยู่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จากสี่แยกข่วงสิงห์ มุ่งหน้าเดินทางไปตามถนนเชียงใหม่แม่ริม (ถนนโชตนา) ประมาณ 150 เมตรแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนโชตนา ซอย 1 (ข้างโรงเรียนวัดข่วงสิงห์) ไปอีกประมาณ 100 เมตร ก็จะพบโบราณสถาน “ข่วงสิงห์” ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติไว้แล้ว เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะรูปสิงห์คู่ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52  ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 (กองโบราณคดี มปป. : 55)        อายุสมัยของการก่อสร้างข่วงสิงห์ สร้างขึ้นเมื่อจูลศักราช 1163 พ.ศ. 2344 ปีระกาตรีศกเดือน 4 เหนือขึ้น 12 ค่ำ พ่อเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์แรก (พ.ศ.2325-2356) ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดให้สร้างสิงห์ปูนปั้นสีขาวยืนขึ้นไว้คู่หนึ่ง ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ อีกตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ณ ที่อันเป็นบริเวณโล่งเตียนกว้างขวางอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงทำพิธีอันเชิญ เทพยดาอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มาสิงสถิตย์ อยู่ ณ ที่นี้ ตาม คัมภีร์ลานทองของเมืองเชียงใหม่ เขียนไว้ว่า “พระยากาวิละสร้างรูปสิงห์คู่นี้ไว้เป็นสีหนาทแก่เมือง” (กองโบราณคดี มปป. : 55) คราวใดเมื่อจะยกทัพไปต่อสู้กับข้าศึกที่มารุกราน หรือเพื่อแผ่อานุภาพออกไป ก็ได้ยกทัพมาหยุด ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อกระทำอันเป็นมงคลต่างๆ แก่กองทัพเป็นประจำ ซึ่งต่อมาสถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ข่วงสิงห์ชัยมงคล” และต่อมาได้เรียกชื่อให้สั้นลง ว่า “ข่วงสิงห์” และในสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นไว้บริเวณใกล้กันหนึ่งวัด คือ “วัดข่วงสิงห์ชัยมงคล” ปัจจุบัน คือ “วัดข่วงสิงห์”ประวัติการสร้างประติมากรรมรูปสิงห์        นับตั้งแต่อาณาจักรล้านนาเสียเมืองให้แก่ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองกษัตริย์แห่งพม่าเมื่อ พ.ศ. 2101 พระองค์ได้วางแผนปกครองล้านนาอย่างสันติ พระพุทธศาสนา และลัทธิธรรมเนียมพม่า ก็เข้ามามีอิทธิพลในล้านนาไทย ชาวล้านนาและชาวพม่า ต่างนับถือศาสนาพุทธด้วยกัน จึงมีความผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมเป็นอย่างดี สิ่งที่สะท้อนอิทธิพลของพม่าอย่างชัดเจนได้แก่ การสร้างสิงห์ที่ประตูวัด พิธีฟ้อนผีมดผีเม็ง การบวชลูกแก้ว เป็นต้น (คณะอนุกรรมการด้านการศาสนา งานสมโภชเชียงใหม่ 700ปี 2540 : 75)        สำหรับสิงห์โตขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ที่ปากทางเข้าวัดนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายว่า...พระเจดีย์ที่สำคัญในเมืองพม่ามักจะมีรูปสิงห์โตตัวใหญ่อยู่สองข้างปากทางเข้าบริเวณทุกแห่ง การที่ทำรูปสิงห์ตั้งประจำปากทางดูประหลาด ที่ชอบทำกันทั้งจีน เขมร และชวา ไม่แต่พม่าเท่านั้นสิงห์ก็คือ ราชสีห์นั้นเอง ในเมืองไทยแต่โบราณก็ชอบทำรูปสิงห์ตั้งปากทาง แต่มักทำรูปสิงห์แบบเขมร หรือมิฉะนั้นก็เอาสิงห์โตหินของจีนมาตั้ง ที่เห็นทำรูปหล่อเป็นสิงห์ไทยมีแห่งเดียวที่วัดพระเชตุพน เป็นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้น น่าจะเป็นพระราชปรารภว่าสิงห์แบบไทยยังไม่มีใครทำมาแต่ก่อน...(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อ้างถึงในกองโบราณคดี กรมศิลปากร 2534 : 76) เค้ามูลของรูปสิงห์ซึ่งตั้งปากทางขึ้นบันไดนั้น เดิมมีราชสีห์ตัวหนึ่งลักราชธิดาของพระยา มหากษัตริย์ อันมีลูกยังเป็นทารกติดไปด้วย 2 คน เอาไปเลี้ยงไว้ (เป็นเค้าเรื่องเดียวกับเรื่องสีหพาหุ ในหนังสือมหาวงค์ พงศาวดารลังกา) ครั้นลูกชายเติบใหญ่ได้พาแม่กับน้องหญิงกลับมาอยู่ในเมืองมนุษย์ฝ่ายราชสีห์เที่ยวติดตาม พบผู้คนกีดขวางก็ได้กัดตายเสียเป็นอันมากจนร้อนถึงพระยามหากษัตริย์ สั่งให้ประกาศหาคนปราบราชสีห์ กุมารนั้นเข้ารับอาสาออกไปรบราชสีห์ ยิงศรไปทีไรก็เผอิญผิดพลาดไม่สามารถฆ่าราชสีห์ได้ ฝ่ายราชสีห์ก็ยังสงสารกุมารไม่แผดเสียงให้หูดับต่อสู้กันจนราชสีห์เกิดโทสะอ้าปากแผดเสียง กุมารก็เอาศรยิงกรอกทางช่องปากฆ่าราชสีห์ตาย ได้บำเหน็จมียศศักดิ์จนได้ครองเมืองเมื่อภายหลัง แต่เมื่อครองเมืองเกิดอาการปวดหัวเป็นกำลัง แก้ไขอย่างไรก็ไม่หายจึงปรึกษาปุโรหิต ปุโรหิตทูลว่าเป็นเพราะบาปกรรมที่ได้ฆ่าราชสีห์ผู้มีคุณมาแต่หลัง ต้องทำรูปราชสีห์บูชาล้างบาปจึงจะหายโรคพระมหากษัตริย์นั้นจะทำรูปสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นบูชาก็นึกละอายจึงให้สร้างรูปราชสีห์ขึ้นฝากไว้กับเจดีย์สถานที่บูชา เลยเป็นประเพณีสืบมา...(กองโบราณคดี กรมศิลปกร  2534 : 76)การบูรณปฏิสังขรณ์ข่วงสิงห์        ประวัติการบูรณะข่วงสิงห์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2358 – 2364 สมัยพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละพระองค์ทรงฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานข่วงสิงห์ และข่วงช้างเผือกอันเป็นสีหนาทเมือง (ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง 2538 : 63)       เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ศรัทธาประชาชน พระอธิการบุญปั๋น  ปัญญาธโร (พระครูพิศิษฏ์พิพิธการ) และสามเณรวัดข่วงสิงห์ พร้อมด้วยกำนันแก้ว จอมสุรีย์ กำนันตำบลช้างเผือก ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสละทรัพย์และแรงงาน บูรณะก่อสร้างกำแพงแก้วด้วยศิลาแลงล้อมรอบ บริเวณข่วงสิงห์ แทนของเก่าที่ชำรุดเสียหาย สิ้นทุนทรัพย์และแรงงานคิดเป็นเงิน 16,631บาท (จากข้อความจารึกบนแผ่นป้ายที่ข่วงสิงห์ พ.ศ.2546)      เมื่อครั้งฉลองเมืองเชียงใหม่ 700 ปี พ.ศ.2539 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมข่วงสิงห์พร้อมกับปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบด้วยการขุดลอกคูน้ำล้อมรอบ แล้วยกพื้นก่ออิฐถือปูนเป็นลานกว้างมีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านหน้าทิศตะวันออก (จากข้อความจารึกบนแผ่นป้ายที่ข่วงสิงห์ พ.ศ.2555)     จะเห็นได้ว่าข่วงสิงห์ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จากภาครัฐ ภาคเอกชนและพระภิกษุสงฆ์สามเณรเสมอมา โบราณสถานข่วงสิงห์ ถือเป็นเสมือนสมบัติส่วนรวมของชาติ ที่ควรอนุรักษ์และกระตุ้นให้บุคคลเกิดจิตสำนึกในเรื่องการเป็นเจ้าของและเกิดความรู้สึกหวงแหนห่วงใยในสมบัติอันเป็นส่วนรวม  ให้เป็นมรดกตกทอดไปยังอนุชนรุ่นหลังสืบไปการฟ้อนประเพณีที่ข่วงสิงห์ (คุ้มสิงห์)    ที่ข่วงสิงห์ทุกปีจะมีพิธีฟ้อนประเพณี ในเดือน 9 เหนือ แรม 12 ค่ำ ซึ่งเป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สิงสถิตย์อยู่ที่ข่วงสิงห์ (ไม่ใช่การฟ้อนผีมดผีเม็ง) จะมีการจัดเครื่องสักการะได้แก่ พานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสังเวย ได้แก่ หัวหมู เหล้าขาวเป็นต้น การฟ้อนจะมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองประกอบ เช่น กลองเต่งทิ้ง ระนาด แน(ปี่) ฉาบ ฆ้องวงเป็นต้น การแต่งกายของผู้ฟ้อนจะแตกต่างกันไปแล้วแต่เจ้าแต่ละองค์ที่จะเข้าทรง มีทั้งการแต่งกายแบบ มอญ อินเดีย จีน ชาวเขา ฯลฯ     การฟ้อนประเพณีที่ข่วงสิงห์ได้เริ่มมีมาเมื่อแม่อุ้ยคร  เจริญสุข (ม้าขี่ ที่ย่ำทรง หรือ  ร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ด่าน-สิงห์ดุ) ได้ไปบูรณปฏิสังขรณ์และมีการฟ้อนเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจน ถึงปัจจุบัน(นายอเนก ตาอ้าย , แม่แสงหล้า  เชื้อขัติ , ครูศรีวรรณ  แก้วคำฟู , พ่อศรีนวล  เครือฟู  2546 : คำสัมภาษณ์)เรื่องราวจากคำสัมภาษณ์            *พ่อหนานบุญปั๋น  มณีวรรณ  ได้เล่าว่า สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการสร้างซุ้ม (โขง)ของสิงห์ทั้งคู่ โดยพ่อหนานปิง อริยานนท์ จากการที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน    ท่านก็ได้เห็นสิงห์คู่นี้มีโขงมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แสดงว่าการที่พ่อหนานปิง ได้สร้างโขงสิงห์ขึ้นนั้นน่าจะเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์อีกระยะหนึ่ง            *พ่อหนานอินตา  ดวงงาม ได้เล่าว่าแต่ก่อนการฟ้อนเจ้าทรงจะมีการฟ้อนที่บ้านแม่อุ้ยมูล จันทะ (ม้าขี่ ร่างทรง หรือที่ย่ำทรงของเจ้าพ่อสิงห์โห) ณ ซอยทุ่งเวสาลี สมัยก่อนที่น่าตื่นเต้น คือ เจ้าทรงจะมีการลองคมดาบ คมหอกกัน โดยฟันแทงไปที่ตัวเจ้าทรง            *นายอเนก ตาอ้าย (ม้าขี้เจ้าพ่อสิงห์ด่าน) ได้เล่าว่า แม่อุ้ยมูลเป็นม้าขี้เจ้าพ่อสิงห์โห ซึ่งเป็นพ่อบ้านข่วงสิงห์ และในเดือน 9 เหนือ แรม 12 ค่ำ ของทุกปีจะมีการฟ้อนถวายเพื่อบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ที่สิงสถิตย์อยู่ที่ข่วงสิงห์           * แม่อุ้ยเป็ง เครือฟู (ลูกของแม่อุ้ยมูล) จะเป็นตั้งข้าว (ผู้คอยรับใช้) ของเจ้าพ่อสิงห์โห คือเมื่อมีพิธีกรรมอะไรที่เกี่ยวกับข่วงสิงห์เช่นฟ้อนประเพณี ทำพิธีแก้บนให้กับชาวบ้าน แม่อุ้ยเป็ง จะเป็นผู้ตั้งข้าวที่ข่วงสิงห์ เมื่อแม่อุ้ยเป็งเสียชีวิตไปแล้ว แม่แสงหล้า เชื้อขัติ (ลูกสะใภ้) ก็ได้เป็นตั้งข้าวที่ข่วงสิงห์แทน และเป็นตั้งข้าวของเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า           *สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ได้ย้ายจากเมืองมาอยู่ที่วัดข่วงสิงห์และที่ข่วงสิงห์จะเป็นสถานีตำรวจ และที่เก็บเงินของจังหวัด บริเวณหมู่บ้านข่วงสิงห์ จะมีทหารญี่ปุ่นได้มาพักอาศัยอยู่บริเวณนี้ แม่ศรีนวล ไชยทิพย์ (ขัติยะ) เล่าว่ายังเคยได้นำอาหาร ผลไม้ต่างๆ ไปขายให้กับทหารญี่ปุ่นด้วย พ่ออินตุ้ม ขัติยะ ก็ได้เคยเห็นทหารญี่ปุ่นลงไปแช่  น้ำอุ่นในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร (ชาวญี่ปุ่นชอบแช่ตัวในน้ำอุ่น) พ่อมานิตย์ ศรีสว่าง ได้เล่าว่าสมัยเมื่อเป็นเด็กเคยพบกระดูกทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต บริเวณโรงเรียนวัดข่วงสิงห์ สมัยนั้นเด็กๆ จะกลัวผีทหารญี่ปุ่นมาก           *พ่อศรีนวล เครือฟู (ลูกของแม่อุ้ยเป็ง) เล่าว่าการฟ้อนที่ข่วงสิงห์แต่เดิมไม่มี เริ่มมีมาเมื่อสมัยแม่อุ้ยศรีคร เจริญสุข (ม้าขี่เจ้าพ่อสิงห์ด่าน-สิงห์ดุ) ได้ไปบูรณปฏิสังขรณ์และเริ่มมีการฟ้อน ขึ้นมาผู้ให้คำสัมภาษณ์                       -          พ่อหนานบุญปั๋น  มณีวรรณ  อายุประมาณ  75  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)                       -          พ่อหนานอินตา  ดวงงาม  อายุประมาณ  75  ปี                       -          นายอเนก  ตาอ้าย (ม้าขี่ ที่ย่ำทรง  หรือร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ด่าน) อายุประมาณ 40 ปี                       -          แม่ศรีนวล  ไชยทิพย์  (ขัติยะ)  อายุประมาณ  80  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)                       -          พ่อมานิตย์  ศรีสว่าง  อายุประมาณ 69  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)                       -          พ่อศรีนวล  เครือฟู  อายุประมาณ 70  ปี                       -          แม่แสงหล้า เชื้อขัติ (ตั้งข้าวเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า) อายุประมาณ70 ปี (เสียชีวิตแล้ว)                       -          ครูศรีวรรณ  แก้วคำฟู (ร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า)  อายุประมาณ  50  ปี                       -          พ่ออินตุ้ม  ขัติยะ  อายุประมาณ  69  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)เอกสารอ้างอิงโบราณคดี, กอง .การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ. โครงการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ กรมศิลปกร , มปป.แหล่งประติมากรรมภาคเหนือ. กรุงเทพ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด,  2534.คณะอณุกรรมการด้านการศาสนางานสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี. มรดกศาสนาเชียงใหม่ภาค 1 : ประวัติและพัฒนาการศาสนาในเมือง. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2540ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ลานนา (1). พิมพ์ครั้งที่ 2 เชียงใหม่ : บริษัท นอร์เทิร์น พริ้นติ้ง จำกัด, 2530รูปภาพข่วงสิงห์ในอดีตก่อนปี พ.ศ.2500รูปภาพข่วงสิงห์ในปัจจุบัน พ.ศ.2555
1 มกราคม 2557     |      11137
หนึ่งทศวรรษแห่งพัฒนาการปักขทืนล้านนา
หนึ่งทศวรรษแห่งพัฒนาการปักขทืนล้านนาชยุตภัฎ  คำมูลบทนำคนล้านนา มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการประกอบพิธีกรรม ดังจะเห็นได้จากช่วงเวลาต่างๆในรอบปีจะมีการประกอบกิจกรรมและพิธีกรรมมากมาย ซึ่งกิจกรรมและพิธีกรรมหลายอย่างจะจัดขึ้นตามวันเวลาที่เหมาะสม ดังนั้น ปฏิทิน  หรือที่คนล้านนาเรียกว่า “ปักขทืน” ซึ่งเป็นแบบสำหรับดูวัน เดือน ปี จึงมีความผูกพันกับคนล้านนาด้วยเช่นกัน  แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ปักขทืนล้านนาเกือบจะสูญหายไปจากสังคมล้านนา จนกระทั่งเกิดการฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงที่เห็นพัฒนาการของการฟื้นฟูปักขทืนล้านนาได้ชัดเจนที่สุด  เหตุใดปักขทืนล้านนาจึงเกือบสูญหายไป และได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างไร  ที่สำคัญคือ เมื่อฟื้นฟูขึ้นมาแล้วยังมีรูปแบบเหมือนเดิมหรือไม่ ฟื้นฟูขึ้นมาแล้วมีคุณค่าต่อคนล้านนาอย่างไร  และจะมีการสืบทอดให้คงอยู่ต่อไปได้อย่างไร จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ    ซึ่งในบทความนี้จะขออธิบายไว้ตามลำดับดังนี้1. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับปฏิทินคำว่าปฏิทิน มาจากภาษาบาลีสันสกฤต  คือ คำว่า ปฏิ หมายถึง  เฉพาะ  ส่วนคำว่า    ทิน  หมายถึง วัน  ดังนั้น ปฏิทิน จึงหมายถึง แบบสำหรับดูวัน  เดือน ปี ซึ่งในภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่า “Calendar”  ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาละตินอีกทีหนึ่ง          จากหลักฐานทางโบราณคดี เชื่อกันว่าชนชาติแรกที่คิดค้นระบบการนับวันแบบปฏิทิน คือ ชาวบาบิโลเนีย ต่อมาก็ได้เผยแพร่ไปยังอาณาจักรใกล้เคียงโดยเฉพาะที่อียิปต์ปฏิทินได้รับการนำไปพัฒนาและใช้งานกันอย่างกว้างขวาง จนกระทั่ง 46 ปี ก่อนคริสตกาล จูเลียสซีซาร์ แห่งจักรวรรดิโรมัน ได้เข้าครอบครองอียิปในสมัยของพระนางคลีโอพัตรา และได้ปรับปรุงเป็นปฏิทินจูเลียน  หลังจากนั้น ในสมัยของพระสันตะปาปา เกรกอรี่ ที่ 13 ก็ได้ปรับเป็นปฏิทินเกรกอเรียนและได้รับความนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน          ระบบปฏิทินที่สำคัญมีอยู่ 2 ระบบ คือ ปฏิทินสุริยคติ ที่นับวันเวลาตามการโคจรของดวงอาทิตย์ และปฏิทินจันทรคติที่นับวันเวลาตามการโคจรของดวงจันทร์           ในระบบปฏิทินจะมีชื่อเรียกศักราช หรือ ปี อย่างหลากหลาย ที่สำคัญๆ เช่น-พุทธศักราช    เริ่มนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน-คริสต์ศักราช   รับนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 543  ซึ่งเป็นปีที่พระเยซูคริสต์ประสูติ-มหาศักราช     เริ่มนับตั้งแต่ปี พ.ศ.  621  ตั้งขึ้นโดยพระเจ้ากนิษกะของอินเดีย-ฮิจญ์เราะห์ศักราช เริ่มนับตั้งแต่ปี พ.ศ.  1165  ตามปีที่ท่านนบีมูฮัมมัดอพยพจากเมืองเมกกะไปยังเมืองเมดินา-จุลศักราช       เริ่มนับตั้งแต่ปี พ.ศ.  1181  เริ่มนับตั้งแต่ปี พ.ศ.  1181  ตามการตัดศักราชของพระเจ้าสุริยวิกรม กษัตริย์พม่า-รัตนโกสินทรศก  เริ่มนับตั้งแต่ปี พ.ศ.  2325 ตรงกับการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์2.  ปฏิทินไทยระบบปฏิทินของไทยเริ่มมีหลักฐานปรากฏตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยนับแบบปฏิทินจันทรคติ หากเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรนับปีเป็นมหาศักราชและจุลศักราชเรื่อยมาตามลำดับ แต่หากใช้พูดจาในชีวิตประจำวันนิยมนับเป็นปีนักษัตร  การเริ่มต้นปีใหม่ เดิม เริ่มที่แรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย ต่อมาเปลี่ยนเป็น ขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 และเป็นช่วงสงกรานต์ตามลำดับ จนกระทั่งถึงยุครัตนโกสิทร์ตรงกับ       รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้โปรดให้ใช้ปฏิทินแบบสากลหรือปฏิทินแบบแกรกอเรียนซึ่งเป็นปฏิทินแบบสุริยคติแทน  แต่ไม่ได้นับปีเป็นคริสตศักราช  แต่นับเป็นรัตนโกสิทร์ศกแทน วันขึ้นปีใหม่จะตรงกับวันที่ 1 เดือนเมษายน  จนกระทั่งในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้โปรดให้ใช้ปีพุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศก  ต่อในปีพุทธศักราช 2484  สมัยของจอมพลป.พิบูลย์สงคราม ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคมตามสากลและใช้กันเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน3.  ปักขทืนล้านนาในอดีตจากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกวัดเชียงมั่น ที่จารึกไว้ว่า"ศักราช ๖๕๘ ปีรวายสัน เดือนวิสาขาออก ๘ ค่ำ ขึ้น ๕ ไทยเมืองเปล้า ยามแตรรุ่งแล้ว สองลูก นาฑี ปลายสองบาทน้ำ ลัคคนาเสวยนวางค์ประหัส ในมีนยะราศี พญามังรายเจ้า พญางำเมือง พญาร่วง ทังสามคน ตั้งหอ นอนในที่ไชยภูมิ ราชมณเฑียร ขุดคือก่อตรีบูรทั้งสี่ด้านและก่อเจติยะทัดที่นอนบ้านเชียงมั่น ...............”หรือ ลักษณะการบันทึกท้ายเอกสารโบราณของล้านนา เช่น“มังคละวุฒิสิริสุภ ลง ๕ ฅ่ำ เมงวัน ๔ ไทยเปิกสี ยามตูดเช้า สมเร็จแกล่ข้าวันนั้นแลเจ้าเหิย อหํนามพรหมปญญาภิกขุ สามิกา อารามธิปติ วัดแม่แค็ดแก้ววังธาร.......” “จาด้วยนิทานตำนานเมืองแกนก็สมเร็จเสด็จยามตูดเช้า  เดือน 10 แรม 3 ค่ำ เม็งวัน 5[1]ไทกาบใจ้..........”(ตำนานเมืองแกน  ฉบับวัดดอกแดง ตำบลสง่าบ้าน อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่)หรือ ในท้ายกฎหมายมังรายศาสตร์ ฉบับวัดแม่คือ ตำบลแม่คือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ตลอดจนการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุหลายคน  ทำให้พอสันนิษฐานได้ว่า คนล้านนาในอดีต นอกจากจะนับวันแบบวันเม็ง คือ อาทิตย์ – เสาร์ แล้ว  ยังนิยมนับเป็นข้างขึ้นข้างแรม  นิยมนับเดือนเป็นเดือนทางจันทรคติ ส่วนปี  หากมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็นิยมบันทึกด้วยปีจุลศักราชและปีในระบบหนไท  แต่หากใช้กันในชีวิตประจำวันทั่วไป จะนับปีตามปีนักษัตร          ส่วนการเปลี่ยนปีใหม่ จะอาศัยจากการโคจรของดวงอาทิตย์ตามคัมภีร์ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น สุริยยาตร์  เพทังคศาสตร์  มัธยมสิทธานต์  คัมภีร์มูลละ  เป็นต้น ซึ่งจะต้องคำนวณโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะตรงกับเดือนเมษายน ประมาณช่วงวันที่ 13  14  และ 15   คนล้านนาเรียกช่วงนี้ว่าวันปีใหม่เมือง ถือเป็นช่วงเปลี่ยนปีใหม่          สำหรับแบบที่ใช้ดูวันแต่ละวันในรอบปีนั้นคนล้านนาเรียกว่า ปักขทืน ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า ปักขทืนหน้าเดือน นิยมบันทึกลงบน พับสาและใบลาน  โดยจะมีการบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนาเป็นสูตรการคำนวณหาวันเวลาเป็นช่องๆ ซึ่งเป็นรูปแบบของปฏิทินที่จะคำนวณเฉพาะวันขึ้น 1 ค่ำของแต่ละเดือนทางจันทรคติแบบล้านนาเท่านั้น  เมื่อนำไปใช้งาน ผู้ใช้จะต้องนับวันที่เหลือตามลำดับเรื่อยไปจนถึงสิ้นเดือนแล้วกลับไปดูวันขึ้น 1 ค่ำของเดือนใหม่ต่อไปตามลำดับ  ส่วนเนื้อหาที่มีปรากฏในปฏิทินหน้าเดือนแบบโบราณ มักประกอบไปด้วย เดือนทางจันทรคติแบบล้านนา วันที่นับแบบจันทรคติแบบล้านนา วันเม็ง  วันไท  วันเก้ากอง ฯลฯ อย่างไรก็ตาม  เนื้อหาของวันในระบบต่างๆ ที่ปรากฏในปฏิทินหน้าเดือนแต่ละฉบับอาจมีมากน้อยไม่เท่ากันแต่เนื้อหาหลักๆยังคงมีความคล้ายคลึงกัน ซึ่งในดินแดนล้านนาก็ได้ใช้ปฏิทินแบบหน้าเดือนนี้เป็นหลักในการหาวันเวลาที่เหมาะสมในการประกอบกิจกรรมหรือพิธีกรรมมาช้านาน4.  การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ส่งผลกระทบต่อปักขทืนล้านนาปักขทืนล้านนา มีบทบาทและอยู่คู่กับสังคมล้านนามาช้านาน  ซึ่งอาณาจักรล้านนาก็มีความเป็นมายาวนานกว่า 700 ปี นับตั้งแต่พญามังรายรวบรวมหัวเมืองต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นปึกแผ่นแล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรในปี พ.ศ. 1839 แล้วก็มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกันมาจนกระทั่งถึงยุคของพญาเมกุฏิสุทธิวงศ์ล้านนาก็ได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่า หลังจากนั้น 216 ปี พญาจ่าบ้าน พญากาวิละได้รวบรวมกำลังพลร่วมกับกองกำลังของพระเจ้าตากขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ แล้วได้ไปสวามิภักดิ์กับสยาม ซึ่งยุคนี้ ล้านนาอยู่ในฐานะเมืองประเทศราชของสยาม มีอำนาจการปกครองตนเองได้ทุกอย่าง เพียงแต่ต้องส่งบรรณาการให้สยามปีละครั้งเท่านั้น  โดยมีพญากาวิละเป็นกษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์ใหม่ คือ ราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน  แล้วก็กษัตริย์ปกครองต่อมาเรื่อยๆ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปักขทืนล้านนา ก็ยังคงมีบทบาทรับใช้สังคมล้านนามาอยู่เสมอ          กระทั่งสิ้นรัชสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงองค์ที่ 7 ของล้านนา ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ประองค์ได้โปรดให้มีการปฏิรูปการปกครอง ล้านนาจึงถูกลดอำนาจจากเมืองประเทศราช กลายเป็นมณฑลพายัพ  มีขุนนางจากสยามมาทำหน้าที่บริหารจัดการบ้านเมือง กษัตริย์มีสถานภาพเพียงประมุขเท่านั้นจนกระทั่งสิ้นรัชสมัยของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงองค์ที่ 9  มณฑลพายัพ ก็ได้ถูกยุบให้กลายเป็นจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคเหนือตอนบน          ยุคที่ล้านนาค่อยๆ ถูกลดอำนาจด้านการปกครอง พร้อมๆ กับอำนาจรัฐจากสยามเริ่มเข้ามาแทนที่เรื่อยๆ นี้เอง เป็นยุคที่ภาษา วรรณกรรม ตลอดจนองค์ความรู้ด้านต่างๆ ของล้านนาได้ถูกลดความสำคัญลงเรื่อยๆ โดยมีวัฒนธรรมจากภาคกลางเข้ามามีบทบาทแทน ปักขทืนล้านนาเองก็ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นกัน จนทำให้ปักขทืนล้านาเป็นเหมือนของเก่าที่ต้องเก็บขึ้นหิ้ง มีเพียงคนบางกลุ่ม เช่น พระสงฆ์บางรูป  ปู่จารย์[2]บางท่าน  ที่อาจยังคงเก็บรักษาปักทืนล้านนาอยู่  ผิดกับปฏิทินของภาคกลางที่มีใช้กันเกือบทุกครอบครัว          ผู้เขียนคิดว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ปฏิทินภาคกลาง เข้ามาแทนที่ปักขทืนล้านนาได้อย่างรวดเร็วในยุคนั้น ล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นระบบการติดต่อราชการ  ระบบการศึกษา  ที่มีการกำหนดวันเวลาราชการ และวันหยุดราชการ  ตลอดจนสื่อต่าง ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อคนล้านนา ทั้งสื่อวิทยุกระจายเสียง  โทรทัศน์  ที่มีการใช้ภาษาและนับระบบวันเดือนปีตามปฏิทินของภาคกลาง  ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้คนล้านนา ต้องยอมรับปฏิทินแบบภาคกลางไปโดยปริยาย เนื่องจากเหมาะสมกับวิถีชีวิตและการเมืองการปกครองที่ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั่นเองอย่างไรก็ตาม แม้ปฏิทินภาคกลางจะเริ่มเข้ามามีบทบาทกับคนล้านนา แต่คนล้านนาส่วนหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มวัยกลางคนจนกระทั่งถึงกลุ่มผู้สูงอายุ  ยังคุ้นชินกับระบบการนับวันเวลาแบบเดิมของล้านนาอยู่ เช่นที่ผู้เขียนเคยพูดคุยและสอบถามวันเดือนปีเกิดของผู้สูงอายุหลายท่าน  ซึ่งแทบจะทั้งหมดจะตอบว่าเกิดวันอะไร ขึ้นแรมกี่ค่ำ เดือนทางจันทรคติอะไร และปีนักษัตรหรือตัวเพิ่งอะไร  ไม่ค่อยตอบเป็นวันที่ เดือน และปีพุทธศักราชแบบปฏิทินของภาคกลาง หรือแม้แต่การพูดถึงวันเวลาต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ยังนับเป็นข้างขึ้นข้างแรม  และเดือนทางจันทรติอยู่ ผู้สูงอายุหลายท่าน ไม่จำเป็นต้องดูปฏิทินเลยก็สามารถไล่เรียงวันในแต่ละเดือนได้ขอให้ทราบเพียงวันเดือนเพ็ง[3] และวันเดือนดับ[4] และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ แม้ในปฏิทินแบบภาคกลาง จะมีเดือนจันทรคติบอกไว้  แต่ก็เป็นตัวเลขที่ไม่ตรงกับเดือนทางจันทรคติของล้านนา เพราะของล้านนาจะเร็วกว่าของภาคกลางไป 2 เดือน แต่ตัวเลขเดือนในปฏิทินก็ไม่มีปัญหากับคนล้านนา เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คนล้านนาก็ยังนับเดือนทางจันทรคติได้ถูกต้องตามแบบของตน และที่สำคัญไปกว่านั้น การจะประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ ต่างๆ คนล้านนา ยังต้องไปหาปู่จารย์เพื่อให้ปู่จารย์หาวันเวลาที่เหมาะสม ซึ่งก็เป็นวันตามระบบปักทืนล้านนานั่นเองสิ่งต่างๆ ที่ได้กล่าวไปในข้างต้นสะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า แม้ปฏิทินแบบภาคกลางจะเข้ามาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนต้องมีอยู่ติดบ้านทุกบ้าน แต่ระบบปักขทืนแบบล้านนา ก็ยังคงมีบทบาทกับคนล้านนาอยู่เช่นกันเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่ทับซ้อนกันอยู่ของปฏิทินทั้งสองระบบ แต่ก็เป็นช่วงทับซ้อนที่น่าเป็นห่วงเพราะกลุ่มผู้ใช้ปักขทืนล้านนาซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุและเริ่มทยอยลดลง ต่างกับปฏิทินแบบภาคกลางที่คนรุ่นเด็กจนถึงวัยทำงานคุ้นเคยมากกว่าและมีแนวโน้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ5.  การฟื้นฟูปักขทืนล้านนา          นับเป็นความโชคดีของล้านนา ที่ปักขทืนล้านนา ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาได้ทันท่วงที ทำให้สามารถกลับขึ้นมามีบทบาทต่อคนและสังคมล้านนาได้อีกครั้ง ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ในอดีตได้มีการพยายามฟื้นฟูปักขทืนล้านนาขึ้นมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่ยุคของ คำฟู  ขนุนแก้ว  อุดม  สืบหล้า และ วรรณา  จิตศรัทธา แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีเท่าที่ควร  จนกระทั่งถึงยุคที่ร้านประเทืองวิทยา ได้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาเผยแพร่และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งแม้จะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่พิมพ์ด้วยอักษรไทยภาคกลาง แต่ก็เป็นเรื่องราวและภาษาคำเมืองหรือภาษาล้านนา หนึ่งในผลงานตีพิมพ์ที่ได้รับความนิยมมากคือ หนังสือปีใหม่เมืองของร้านประเทืองวิทยา ซึ่งเนื้อหาจะต้องได้รับการคำนวณตามระบบปักขทืนล้านนา และผู้หนึ่งที่เป็นผู้คำนวณหนังสือปีใหม่เมืองให้ร้านประเทืองวิทยาในระยะหลัง คือ พระครูอดุลสีลกิตติ์  ซึ่งท่านได้ศึกษาหาความรู้สั่งสมเรื่อยมาตั้งแต่เป็นสามเณร ประกอบกับการสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ท่าน หนึ่งในนั้นคือ  พระอธิการประเสริฐ  ปวโร   วัด     หนองปลามัน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความเชี่ยวชาญด้านการคำนวนปักขทืนล้านนามาก  จนกระทั่งได้เริ่มมีการผลิตปักขทืนล้านนาขึ้นมาพิมพ์เผยแพร่ในรูปแบบของหนังสือ แต่เป็นการเผยแพร่เฉพาะกลุ่มเล็กๆ เช่น ของพระอธิการประเสริฐ ก็เผยแพร่เฉพาะในวันหนองปลามัน  ของพระครูอดุลย์สีลกิตติ์ก็เผยแพร่เฉพาะที่วัดธาตุคำและกลุ่มลูกศิษย์ลูกหา  และในปีต่อๆ มาก็ได้มีการพัฒนารูปแบบมาเรื่อยๆ พร้อม ๆ กันนั้นก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณปักขทืนล้านนาอีกหลายท่าน ได้เข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ยุทธพร  นาคสุข   อาจารย์เกริก  อัครชิโนเรศ  อาจารย์สนั่น  ธรรมธิ  ฯลฯ จนทำให้ปักขทืนล้านนาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน6. ปักขทืนล้านนายุคปัจจุบันลักษณะของปักขทืนล้านนาในยุคปัจจุบัน     มีลักษณะผสมผสานระหว่างปักขทืนล้านนาโบราณแบบหน้าเดือนและปฏิทินแบบภาคกลาง  จึงไม่น่าแปลกที่ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ปักขทืนล้านนา กำลังเริ่มเข้ามาแทนที่ปฏิทินแบบภาคกลาง เพราะผู้ใช้งานย่อมตระหนักดีว่าหากมีปักขทืนล้านนาไว้ที่บ้านก็จะเสมือนได้ใช้ประโยชน์ทั้งปฏิทินแบบภาคกลางและล้านนา  การเปลี่ยนมาใช้ปักขทืนล้านนาแทนปฏิทินภาคกลางไม่ได้เสียประโยชน์อะไรเลยเพราะสิ่งที่ปฏิทินภาคกลางมีในปักขทืนล้านนาก็มี นอกจากนี้ในปักขทืนล้านนา ยังมีในสิ่งที่ปฏิทินภาคกลางไม่มีอีกด้วยเพราะเป็นองค์ความรู้เฉพาะของล้านนา และที่สำคัญคือ องค์ความรู้เฉพาะเหล่านั้นนั่นเองที่ยังมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนล้านนาเป็นอย่างมากแหล่งสร้างสรรค์ปักขทืนล้านนาที่สำคัญในปัจจุบัน ที่เปรียบเสมือนเป็นเสาหลักของแวดวง    ปักขทืนล้านนา มีอยู่ด้วยกันหลายแห่ง  ที่สำคัญๆ ได้แก่ วัดธาตุคำชมรมปักขทืนล้านนาวัดหนองปลามันสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โครงการจัดพิมพ์ปฏิทินและผลงานปริวรรตเอกสารล้านนาวัดน้ำลัด ต.นาปรัง อ.ภูเพียง    จ. น่านแต่ละแห่งที่กล่าวมาข้างต้นก็มีการสร้างสรรค์และพัฒนารูปแบบของปักขทืนล้านนาอย่างต่อเนื่องจนทำให้ปัจจุบันปักขทืนล้านนา มีอยู่หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ปฏิทินแขวน  สมุดบันทึกประจำวัน  หนังสือ  และแผ่นพับซ้อนลดหลั่นกันไปคล้ายพับสาเล่มเล็กๆ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะมีรูปแบบหลายหลายอย่างไร เนื้อหาหลักก็ยังคงมีลักษณะคล้ายกัน          เนื้อหาส่วนแรก เป็นเนื้อหาที่มีเหมือนปฏิทินแบบภาคกลาง ได้แก่ วันทางสุริยคติ (อาทิตย์ถึงเสาร์)   วันทางจันทรคติ(ข้างขึ้นกี่ค่ำ ข้างแรมกี่ค่ำ) เดือนแบบสากล (มกราคม – ธันวาคม) และปีพุทธศักราช          เนื้อหาอีกส่วนหนึ่ง เป็นเนื้อหาที่มีเฉพาะในปักขทืนล้านนาเท่านั้น ได้แก่   วันไท[5]    วันเก้ากอง[6]วันฟ้าตีแส่งเศษ  วันติถีทั้งห้า[7]   วันอมริสสโชค  วันหัวเรียงหมอน  ฤกษ์ยามที่เหมาะสมในแต่ละวันเดือนทางจันทรคติแบบล้านนา  ปีจุลศักราช  ปีแบบหนไท[8] และปีนักษัตร[9]7.  การสืบทอดปักขทืนล้านนายุคที่ปักขทืนล้านนาได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาจนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย นับว่าเป็นยุคแห่งความภาคภูมิใจที่คนล้านนาเราสามารถฟื้นฟูให้ปักขทืนกลับขึ้นมามีบทบาทและใช้งานได้อีกครั้งท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ   แต่ก็อาจทำให้คนล้านนาหลายคนอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า แล้วในอนาคต จะมีใครมาช่วยกันสืบสอดหรือสืบสานให้ปักขทืนล้านนา สามารถดำรงอยู่คู่สังคมล้านนาเรื่อยๆ  ซึ่งก็น่าภูมิใจอีกเช่นกันที่กลุ่มผู้ที่ฟื้นฟูปักขทืนล้านนาขึ้นมา ล้วนแล้วแต่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล โดยได้วางแผนและจัดการเรื่องการสืบทอดปักขทืนล้านนาเอาไว้อย่างดีเยี่ยมและหลากหลายวิธี อันได้แก่1) สอนวิธีการคำนวณให้แก่ผู้ที่สนใจ  เช่น  วัดธาตุคำ  โดยพระครูอดุลย์สีลกิตติ์         ชมรมปักขทืนล้านนา โดยอาจารย์เกริก  อัครชิโนเรศ2)  ถ่ายทอดวิธีคำนวณไว้ในรูปเล่มหนังสือ   เช่น  หนังสือ “มื้อจันทร์ – วันดี ของดีแห่งโบราณจารย์ล้านนา” ของ อาจารย์สนั่น  ธรรมธิ3)  คำนวณไว้ล่วงหน้าหลายสิบปี เช่น ปักขทืนล้านนาที่คำนวณไว้ล่วงหน้าฉบับของพระอธิการประเสริฐ  ปวโร วัดหนองปลามัน อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่          ด้วยรูปแบบการสืบทอดอย่างหลากหลายและเป็นระบบนี่เอง น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยทำให้คนล้านนาหลายคนคลายความเป็นห่วงลงไป และมั่นใจได้ว่าปักขทืนล้านนาน่าจะยังคงอยู่คู่กับสังคมล้านนาต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน8. คุณค่าของปักขทืนล้านนา          ปักขทืนล้านนา นอกจากจะใช้บอกวันเวลาเช่นเดียวกับปฏิทินแบบภาคกลางแล้ว ยังมีรายละเอียดมากพอที่สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปใช้คำนวณหาวันเวลาที่เหมาะสมกับการประกอบกิจกรรมพิธีกรรมต่างๆ ได้เองแทบทุกพิธีกรรม นอกเหนือไปกว่านั้นปักขทืนล้านนา ยังแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของความเป็นล้านนาที่เป็นดินแดนแห่งอารยธรรมอันรุ่งเรืองทั้งด้วยศิลปวัฒนธรรมและองค์ความรู้อันหลากหลายและที่สำคัญองค์ความรู้เหล่านั้น คนล้านนา ได้ร่วมกันสืบทอด สืบสาน และฟื้นฟูให้สามารถดำรงอยู่คู่กับสังคมล้านนามาช้านานจนถึงปัจจุบันและจะยังคงอยู่คู่กับคนและสังคมล้านนาไปอีกยาวนานบทสรุปปักขทืนล้านนา อยู่คู่กับสังคมล้านนามาช้านาน  จนถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอันหลากหลายด้าน ส่งผลให้ปักขทืนล้านนาถูกลดบทบาทและเข้ามาแทนที่โดยปฏิทินภาคแบบภาคกลาง จนแทบใกล้จะสูญหายไปจากล้านนา แต่ก็เป็นความโชคดีของคนล้านนา  ที่ในหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ปักขทืนล้านนา ได้รับการฟื้นฟูและพัฒนาการมาสู่ยุคที่อาจจะเรียกได้ว่าเริ่มเข้ามาแทนที่ปฏิทินแบบภาคกลางได้อย่างสง่างาม และเป็นทศวรรษแห่งความเฟื่องฟูขององค์ความรู้เรื่อง   ปักขทืนล้านนา  การที่ปักขทืนล้านนาได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในวันนี้ได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากจิตวิญญาณของคนล้านนาที่มีความรักความศรัทธาต่อภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาจากบรรพบุรุษ แม้จะมีสิ่งใหม่เริ่มเข้ามาแทนที่ แต่ก็ยังไม่ละทิ้งสิ่งเก่า   อีกส่วนหนึ่งมาจากคนกลุ่มหนึ่งที่ช่วยกันทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังความคิด สติปัญญา ตลอดจนความทุ่มเทจนทำให้ปักขทืนล้านนากลับมามีชีวิตและคุณค่ากับคนล้านนาอีกครั้งด้วยความชาญฉลาดในการปรับเอาของเก่าให้สามารถเข้ากันได้กับของใหม่อย่างเหมาะสมลงตัว   และอีกส่วนหนึ่ง คือ การได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม หากเร็วกว่านี้อาจจะต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งไม่ไหว  หรือหากช้ากว่านี้อาจไม่มีผู้สนใจหรือ ผู้มีความรู้เรื่องนี้หลงเหลืออยู่เลยก็ได้ พัฒนาการของปักขทืนล้านนา จึงเปรียบเสมือนดั่งแสงเทียนที่จะจุดประกายให้คนล้านนาช่วยกันหันมาให้ความสนใจภูมิปัญญาองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่กำลังใกล้จะสูญหาย  แล้วหาทางช่วยกันฟื้นฟูให้กลับมามีบทบาทใช้งานได้อีกครั้ง โดยอาศัยการฟื้นฟูปักขทืนล้านนาเป็นแบบอย่างเพื่อช่วยกันสืบสานให้ล้านนา ยังคงความเป็นล้านนา ดินแดนแห่งอารยธรรมอันหลากหลายที่สั่งสมและสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และคงอยู่เป็นล้านนาตลอดไปตราบชั่วลูกชั่วหลานเอกสารอ้างอิงชมรมปักขทืนล้านนา.  2554.  ปักขทืนล้านนา.   เชียงใหม่ : พงษ์สวัสดิ์การพิมพ์.ทวี  สว่างปัญญางกูร.  2532.  วัฒนธรรมล้านนาแม่กาบใจ้(ระบบหนไท).  มปท. สนั่น ธรรมธิ.  2542.  มื้อจันทร์ - วันดี : ของดีแห่งโบราณาจารย์ ล้านนา.  เชียงใหม่ :เชียงใหม่พิมพ์สวย.โหรา  บุราจารย์.  2546.  ปฏิทิน 150 ปี ฉบับครอบครัว.  กรุงเทพฯ : เลี่ยงเชียง.อดุลสีลกิตติ์,พระครู.  2454.  ปฏิทินล้านนา พ.ศ. 2554 ฉบับวัดธาตุคำ.  เชียงใหม่ : ณัฐพลการพิมพ์.สัมภาษณ์  เกริก  อัครชิโนเรส  สัมภาษณ์ ณ  คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  12 กรกฎาคม  2554.พระครูอดุลสีลกิตติ์  สัมภาษณ์ ณ วัดธาตุคำ  ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่,  14  กรกฎาคม 2554.พระอธิการประเสริฐ  ปวโร สัมภาษณ์ ณ วัดหนองปลามัน อ.พร้าว จ.เชียงใหม่,  18  ตุลาคม 2554.ยุทธพร  นาคสุข  สัมภาษณ์ ณ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  25 มิถุนายน 2554.สนั่น ธรรมธิ  สัมภาษณ์ ณ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  17 ตุลาคม 2554. [1] วันพฤหัสบดี[2] มัคนายก ผู้นำในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความรู้เรื่องการหาฤกษ์ยามด้วย โดยยึดตามปักขทืนล้านนา[3] อ่านว่า “เป็ง” แปลว่าวันเพ็ญ[4] วันสิ้นเดือนทางจันทรคติ[5] มีทั้งหมด 60 วันโดยจะเริ่มนับจาก  กาบใจ้ เรื่อยไปจนถึง ก่าใค้ [6] มีทั้งหมด 12 วัน ได้แก่  วันเก้ากอง  วันรองพืน  วันพืนดอก      วันพืนดาย  วันสูพัก  วันรับได้  วันรับตาย  วันขว้ำได้  วันไสเจ้า  วันไสเสีย  วันท้ายพ้าว  และวันยีเพียง [7] วันติถีทั้งห้า ได้แก่ วันนันทาติถี  วันภัทราติถี  วันไชยาติถี  วันลิตตาติถี  วันปุณณาติถี[8] มีระบบการนับเช่นเดียวกับวันในระบบหนไท โดยเริ่มนับ จากปี กัดใค้ เรื่อยไปจนถึงเปิกเส็ด[9] เป็นรูปสัตว์ปีละตัว จำนวน 12 ปีคล้ายภาคกลาง ยกเว้นปีกุลหรือปีใค้  ของภาคกลางเป็นหมูแต่ของล้านนาเป็นช้าง
1 มกราคม 2557     |      14338
ขั้นตอนการฟ้อนผีเม็งแบบเชียงใหม่ กรณีศึกษา : บ้านช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
ขั้นตอนการฟ้อนผีเม็งแบบเชียงใหม่ กรณีศึกษา : บ้านช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่[1]สุทธิพงค์ พัฒนวิบูลย์สุนทร คำยอดเกริ่นนำ : ความเป็นมาเม็งช้างม่อย กลุ่มเม็งบ้านช้างม่อยอาศัยอยู่บริเวณหลังประตูท่าแพ ตั้งแต่บริเวณวัดอุปาเม็งใน (วัดบุพพาราม) วัดแสนฝาง วัดมหาวัน วัดเชตวัน และวัดอู่ทรายคำ มีชาวเม็งอาศัยอยู่มาช้านาน ซึ่งสันนิษฐานได้จาก โบราณสถาน เช่นพระเจดีย์ และพระพุทธรูปที่ศิลปะแบบมอญ จำเนียรกาลผ่านพ้นสู่ยุคโลกาภิวัตน์ และนโยบายสมานลักษณ์ของรัฐตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน ซึ่งลดทอนอัตลักษณ์ของชาวเม็งลงไป ในอดีตอาชีพของคนในแถบนี้มักเป็นกลุ่มที่ผลิตทำการค้าในระดับครัวเรือน เช่น ทำแหนม การทำขนมจีน ขายเมี่ยงและบุหรี่ ได้มีการศึกษาของนักวิชาการหลายท่าน ที่ได้กล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานของชาวเม็งในแถบนี้ สมพงศ์  วิทยศักดิ์พันธุ์ (๒๕๔๑) ได้ศึกษาเรื่องถิ่นที่อยู่ของคนไทยในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เม็งที่อาศัยอยู่บริเวณแถบนี้ อพยพมาจากเมืองพะโค จากอาณาจักรพุกาม ซึ่งเป็นอาณาจักรมอญโบราณ นอกจากนี้ นเรศ  จิตรักษ์ (๒๕๔๘) กล่าวว่า พญากาวิละ ได้กวาดต้อนชาวเม็ง ในยุคเก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่เมือง โดยให้อยู่ที่ช้างม่อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีฝีมือด้านการตีมีดจากเอกสารพับสาชื่อ รายชื่อวัดและนิกายสงฆ์โบราณในเชียงใหม่ ซึ่งเนื้อหากล่าวถึงรายชื่อวัดที่ได้สำรวจขึ้นตามคำสั่งขององค์กรสงฆ์ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เอกสารฉบับดังกล่าวได้กล่าวถึงนิกายต่าง ๆ ในเชียงใหม่ ซึ่งมิได้หมายถึง  นิกายสงฆ์พื้นเมือง นิกายวัดสวนดอก และนิกายป่าแดงแต่อย่างใด แต่นิกายในความหมายดังกล่าวหมายถึงชาติพันธุ์ของคนแถบนั้นที่ให้การอุปถัมภ์วัด อาทิ นิกายเขิน นิกายลวง นิกายลัวะ นิกายเลน นิกายยอง  นิกายเชียงแสน นิกายเชียงใหม่ เอกสารฉบับดังกล่าวได้กล่าวถึง วัดบุพพาใน และวัดบุพพานอก ว่าเป็นวัดนิกาย “มอญ” (สมหมาย เปรมจิตต์, ๒๕๑๘: ๙) จะเห็นได้ว่าการเข้ามาของชาวเม็งในเชียงใหม่นั้นเข้ามาหลายครั้ง ปัจจุบันสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออัตลักษณ์ของความเป็นชาวเม็ง คือ การฟ้อนผีเม็ง ซึ่งเป็นสายสัมพันธ์ ระหว่างบรรพบุรุษผู้ล่วงลับกับลูกหลานรุ่นหลัง การฟ้อนผีเม็งในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ยังคงรักษาแบบแผนได้เป็นอย่างดี เนื่องจากการประกอบพิธีดังกล่าวต้องอาศัยเจ้าพิธีที่เรียกว่า  “แม่ตั้ง” เทียบได้กับ “โต้ง” ของการรำผีมอญแบบภาคกลาง ลักษณะเช่นนี้คล้ายกับการฟ้อนผีเม็งบางแห่งในเขตอำเภอสันทราย และดอยสะเก็ดที่ยังคงมี “แม่ตั้ง” ที่รับผิดชอบการฟ้อนทั้งหมด ดังนั้นลักษณะของพิธีกรรมจึงเป็นแบบแผน และเคร่งครัด ซึ่งต่างจากการฟ้อนผีที่เจ้าภาพดำเนินการเอง ซึ่งจะทำให้พิธีกรรมแตกต่างเมื่อเวลาผ่านไป จากการศึกษาพบว่า การฟ้อนผีของนั้นจะเกิดขึ้นจาก ๒ กรณี ได้แก่ การฟ้อนตามประเพณี  เป็นการฟ้อน ตามปกติของตระกูล พบว่า ความถี่ของการฟ้อนนั้นขึ้นอยู่กับฐานะของตระกูล เพราะการฟ้อนผีนั้น ถือเป็นงานใหญ่ที่ต้องอาศัยทรัพยากรเป็นจำนวนมาก จำเป็นต้องระดมแรงงาน เงิน และสิ่งของ จากคนในและภายนอกตระกูล ระยะเวลาในการฟ้อนอาจเป็น ๓  ถึง  ๑๐ ปีต่อครั้ง ส่วนการฟ้อนอีกประเภทหนึ่งคือการฟ้อน       เพื่อแก้บน ผู้บนจะต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในการฟ้อน โดยมากจะเป็นการฟ้อนเมื่อหากจากการเจ็บป่วย หรืออาจประสบความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ผู้บนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง  แต่การฟ้อนนั้นก็เป็นเรื่องของตระกูลที่ต้องช่วยกันจัดงานให้ลุล่วง การฟ้อนผีทั้งสองประเภทนี้จะประกอบพิธีในช่วง เดือน มีนาคม ถึง เดือนพฤษภาคม  ขั้นตอนในการฟ้อนผีเม็งแบบเชียงใหม่ กรณีศึกษา : บ้านช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่      การฟ้อนผีเม็ง นั้นแบ้งออกเป็นวันต่าง ๆ ซึ่งมีทั้งหมด ๔ วัน คือวันเตรียม การประกอบพิธี วันครัวไม้ วันดา และวันฟ้อน เมื่อจะประกอบพิธีนั้น เจ้าภาพต้องไปบ้าน “แม่ตั้ง” เพื่อขอให้เป็นผู้ประกอบพิธี เจ้าภาพต้องนำกรวยดอกไม้ที่บรรจุใบเกี๋ยงพะเม็ง (เฉียงพร้ามอญ) และห่อเมี่ยงใส่พาน ไปขอแม่ตั้ง และบอกถึงสาเหตุของการฟ้อน หลังจากแม่ตั้งตอบรับแล้วเจ้าภาพต้องไปว่าจ้างวงดนตรี (หากลอง)ในการประกอบพิธีกรรม ซึ่ง นิยมใช้ ๒ คณะ คือวงเชียงยืน และวงหัวฝาย ซึ่งจะเป็นผู้รู้ขั้นตอนตลอดจนจังหวะเพลงที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมในแต่ละขั้นตอน หลังจากนั้นเจ้าภาพจึงจะไปเชิญแขกให้มาร่วมงาน บริเวณที่จะไปเชิญก็คือกลุ่มคนที่ถือผีเม็งในเขตอำเภอเมืองเชียงใหม่ เช่น บ้านชัยมงคล บ้านช้างม่อย บ้านพวกช้าง บ้านป้านปิง บ้านเมืองก๋าย ซึ่งมีข้อปฏิบัติคล้ายกับการไปเชิญแม่ตั้ง บริเวณที่ การเชิญแขกเข้าร่วมพิธีนี้ถือเป็นการสร้างเครือข่ายของคนในชุมชนโดยอาศัยความเชื่อเรื่องผีเป็นฐานของระบบความสัมพันธ์   โดยจะขอให้แขกมาร่วมฟ้อนเพื่อให้งานนั้นสำเร็จลุล่วง วันเตรียมการฟ้อนนี้ต้องทำล่งหน้าอย่างน้อยสองสัปดาห์                หลังจากเชิญแขกครบตามจำนวนแล้วเจ้าภาพต้องจักหาเครื่องประกอบพิธีกรรมให้ครบถ้วนซึ่งต้องปรึกษาแม่ตั้งว่าต้องใช้สิ่งใดบ้าง ของที่ต้องซื้อนั้นต้องเตรียมตั้งแต่ ผาม (ปะรำ) และเครื่องไหว้ต่าง ๆ ซึ่งผามประกอบด้วย ไม้ไผ่ ใบตองตึง(ใบพลวง) หญ้าคา การทำผามนั้นเป็นหน้าที่ของผู้ชาย และต้องทำให้ถูกต้องตามแบบแผนโดยแม่ตั้งจะเป็นกำกับการสร้างผาม การทำผามนั้นเดิมใช้เสาหมาก และมุงด้วยใบตองตึง บริเวณหิ้งจะมุงด้วยหญ้าคา และจะยกร้านและปูด้วยฟาก ของใช้ที่ประกอบพิธีจะประกอบด้วย ขั้นตั้ง หมาก ๓ หัว พลู ๓๐๐ ใบ เทียนเล่มบาทสองคู่ เทียนเล่มเฟื้องสองคู่ เทียนขี้ผึ้ง๑๕๐ เล่ม ฝ้ายขาว ๒ ต่วง ฝ้ายแดง ๒ ต่อง ส้มป่อย ๑ มัด หวี  กระจก  น้ำอบ แป้งร่ำ น้ำมันใส่ผม อย่างละ ๑ และเหล้าขาว ๑ ขวดนอกจากนี้ยังมีหม้อน้ำ ๒ ใบ หวด ๒ ใบ กระบวย ๑ คัน กระด้ง ๑ ใบ ส่วนประเภทอาหารได้แก่ ปลาแห้ง(ปลาช่อน) ๔ ตัว  ปลาแดดเดียว ๑ ตัว ไก่สด ๙ ตัว มะพร้าวน้ำหอม ๘๐ ผล มะพร้าวแกะเปลือก ๑ ผล กล้วยน้ำว้า ๑๒ หวี สับปะรด ๔ ผล มะม่วงสุก  ๒ กิโลกรัม ข้าตอก ๔ ลิตร  น้ำอ้อย ๓ กิโลกรัม แป้งข้าวเหนียว ๔ ถุง น้ำมันพืช ๓ ขวด ดอกไม้สด เช่น ดอกพุดซ้อน ดอกกระดังงา ดอกเอื้องผึ้ง และใบเกี๋ยงพะเม็ง (เฉียงพร้ามอญ) การซื้อของนั้นต้องซื้อล่วงหน้าประมาณสองสัปดาห์ ส่วนของสดนั้นซื้อวันดา(วันสุกดิบ)                วันครัวไม้คือวันก่อนวันดา โดยจะขนาดผาม(ปะรำ) ว่าจะมีขนาดเท่าใด เช่น กว้าง ๖ ศอก กว้าง ๘ ศอก เป็นต้น เพื่อเตรียมการสร้างผามในวันรุ่งขึ้น การสร้างปะรำนั้นเป็นการแบ่งงานอย่างชัดเจนระหว่างหญิงชาย โดยการสร้างผามนั้นเป็นงานของผู้ชาย การสร้างผามต้องสร้างให้แล้วเสร็จก่อนเที่ยงและเชิญคนสร้างผามกินข้าวในผามก่อนเพื่อเป็นการให้เกียรติ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว เป็นเรื่องของผู้หญิงที่ต้องเตรียมเครื่องประกอบพิธีกรรมโดยมี แม่ตั้งเป็นผู้นำ จะประกอบอาหาร และทำขนมในปะรำพิธี แม่ตั้งจะนำแจกันหรือกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งเป็นตัวแทนของผีปู่ย่ามามัดมือโดยการนำด้ายขาวมัด ๖ แจกกัน และนำด้ายแดงมามัดแจกันอีก ๑ เป็นของผีนางน้อย หลังจากมัดมือปู่ย่าเสร็จจะนำแจกันใส่ใบเกี๋ยงพะเม็ง แล้วยกขึ้นวางบนหิ้ง                วันรุ่งขึ้นเป็นวันฟ้อนเจ้าภาพจะไปรับแม่ตั้งเพื่อเตรียมถ้วย และเครื่องประกอบพิธีกรรม หลังจากที่วงดนตรีมาถึงจะมัดผ้ากลางผามเพื่อใช้โหนขณะฟ้อน มัดผ้ารอบผามแขวนกรวยใบเกี๋ยงพะเม็ง ๖๖ คู่  ขึงผ้าเทิงเทียน  แม่ตั้งจะไปบอกที่หน้าบ้านเจ้าภาพเพื่อขออนุญาตให้ผีต่างๆ เข้ามาร่วมพิธี เมื่อพร้อมวงดนตรีจะบรรเลงเพลง แม่ตั้งยกขันตั้ง ไหว้ครู และครอบขันให้แห่ลูกหลานในตระกูล หลังจากนั้นจะมีขั้นตอนการฟ้อนเป็นลำดับซึ่งจะกล่าวโดยละเอียดดังนี้                พิธีเชิญถ้วยขึ้นหิ้ง (ถ้วยผี) ๔๐ ถ้วย อาหารที่ใช้ในการจัดถ้วยผีของชาวเม็ง มีการประกอบอาหารคาว อาหารหวาน และผลไม้  ดังนี้ ข้าวเหนียวนึ่งสุก  ปลาแดดเดียวโขลก ไก่คั่วเม็ง ขนมแดง ขนมขาว ขนมเทียน ข้าวตอกเต็ก กล้วยหยึก (กล้วยน้ำว้าเชื่อมด้วยน้ำอ้อย ขนมเต่าเงิน และขนมเต่าคำ ขนมลูกหลาน มะม่วงสุก เนื้อมะพร้าว ขนุนสุก กล้วยน้ำว้าสุก สับปะรด นำอาหารที่กล่าวมาในขั้นตอน จัดลงในถ้วยแกงขนาดกลาง จัดเรียงให้เป็นระเบียบ พร้อมทั้งใส่กรวยขนาดเล็ก บรรจุใบเฉียงพร้ามอญ ๔๐ ถ้วย เพื่อเข้าพิธีเชิญถ้วยผีขึ้นหิ้งและจะจุดไฟเพื่อต้มปลาแห้งกับปลาร้า แล้วต่อด้วยการฟ้อนปู่กับย่า หรือฟ้อนสองคนโดยฟ้อนที่หน้าหิ้ง แล้วฟ้อนที่ต้นดอกแก้ว เมื่อฟ้อนเสร็จจึงรับประทานอาหารเช้าพิธีไหว้หัวกล้วยและยำหัวควาย พิธีสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ลูกหลานทุกคนต้องเข้าร่วม คือ การไหว้หัวกล้วยหรือที่ในอดีตเรียกว่า “ล้างหัวควาย” จากการสัมภาษณ์พบว่า การนำควายมาฆ่าเพื่อประกอบพิธีการฟ้อนผีเม็งนั้น ได้มีการยกเลิกไปนานหลายปี ซึ่งสาเหตุนั้นอาจเกิดจากควายมีราคาแพงและการฆ่าควายดูโหดร้ายต่อผู้พบเห็นจึงมีมติยกเลิกและหันมาใช้ต้นกล้วยแทนควายจริง สำหรับวิธีการไหว้หัวกล้วยของชาวเม็ง มีข้อปฏิบัติดังนี้ ลูกหลานทุกคนนำต้นกล้วยมาผูกไว้หน้าหิ้งบูชาคล้ายการผูกควายลูกหลานทุกคนกราบและขอขมาต้นกล้วยด้วยข้าวตอกและน้ำขมิ้นส้มป่อยก่อนการตัดการตัดต้นกล้วยนั้นจะตัดกลางปะรำพิธีโดยใช้มีดที่คม ตัดครั้งเดียวให้ขาดและตัดเป็นท่อน ๆ จำนวน ๗ ท่อนการยำหยวกกล้วย (ยำหัวควาย) หลังจากประกอบพิธีไหว้หัวกล้วยแล้ว มีพิธียำหยวกกล้วย (ยำหัวควาย) เพื่อประกอบอาหารถวายผีปู่ย่า และเลี้ยงลูกหลาน ซึ่งวิธีการเตรียมส่วนผสมยำหยวกกล้วยนำเครื่องปรุงจากหม้อน้ำฮ้า (ปลาร้า) ๑ ทัพพี โดยมีส่วนประกอบด้วย ปลาแห้ง ๑ ตัว พริกแห้ง ๖-๘ เม็ด และน้ำฮ้า (ปลาร้า) ซึ่งต้มพร้อมกับพิธีเชิญถ้วยขึ้นหิ้งในตอนเช้าตรู่ โดยผู้ที่ตักน้ำปลาร้าต้องเป็นหัวหน้าผู้ประกอบพิธีเท่านั้นการประกอบยำหยวกกล้วยนั้น ทุกขั้นตอน ลูกหลานต้องช่วยกัน ห้ามคนต่างตระกูลเข้าร่วมพิธีอย่างเด็ดขาด ถือว่า ผิดผี ในขณะยำหยวกกล้วย ห้ามไม่ให้ผู้ใดชิมรสชาติอาหารอย่างเด็ดขาด หากชิมถือว่ารับประทานก่อนผีปู่ย่า  จัดใส่กระทงใบตอง (ควักใบตอง) จำนวน ๓ กระทง เตรียมไว้สำหรับพิธีเชิญผีปู่ย่า ส่วนการจัดเลี้ยงลูกหลานนั้น ลูกหลานจะหยิบกินคนละเล็กละน้อย เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลและหายจากอาการเจ็บป่วย                ฟ้อนเชิญผีปู่ย่า เริ่มจากขั้นตอนการ รับผี ซึ่งใช้ลูกสาวคนโต หรือลูกสาวคนรองเป็นผู้รับผี การรับผี คือ การเชิญผีปู่ย่ามาเข้าทรง ชาวเม็งเชื่อว่าผีปู่ย่าจะประทับร่างผู้ฟ้อน เพื่อให้ลูกหลานแสดงความกตัญญู โดยที่ลูกหลานทุกคนช่วยกันล้างมือล้างเท้าให้ผีปู่ย่าของตน นอกจากพิธีรับผีแล้วในการฟ้อนเชิญผีปู่ย่ามีพิธีหลายอย่าง เช่น การไหว้ผี ๓ ควัก หรือแม้แต่การฟ้อนผีปู่ย่ากุมบาตร (ใส่บาตร) การไหว้ผี ๓ ควัก คือ การนำยำหยวกกล้วยที่เตรียมไว้จากพิธีไหว้หัวกล้วยมาประกอบพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า การประกอบพิธีเริ่มจากการนำกระทง จำนวน ๓ กระทง มาจัดเรียงใต้หิ้งบูชา จากนั้นจุดจองแหลง โรยใบพลู  และตักน้ำขมิ้นส้มป่อย รดรอบ ๆ บริเวณควักทั้ง ๓ จำนวน ๓ ครั้ง จากนั้นจึงดับเทียนด้วยใบตอง แล้วผลักควักทั้ง ๓ ควัก ลงใต้หิ้งบูชาเป็นอันเสร็จพิธี                ฟ้อนผีเม็งกินถ้วย  คือ การนำถ้วยผีบนหิ้งที่เชิญขึ้นไว้ตอนเช้า จำนวน ๓๘ ถ้วย นำมาฟ้อนเป็นรอบ ๆ เริ่มจาก รอบที่หนึ่งให้ลูกหลานและเครือญาติเป็นผู้ฟ้อนจำนวน ๖ คน ส่วนรอบที่สอง  สาม  สี่  และห้า  เจ้าภาพเชิญแขกที่มาร่วมงานช่วยฟ้อนถ้วย ด้วยวิธีการนำผ้าคล้องคอ และโสร่ง ไปเชิญแขกผู้มาร่วมงานเพื่อแต่งตัวและฟ้อนกินถ้วยร่วมกัน จนครบ ๓๒ ถ้วย ส่วนวิธีการฟ้อนผีเม็งกินถ้วยนั้น ไม่มีการรับประทานอาหารจริง แต่ละครั้งใช้เพียงการดมกลิ่นอาหารในถ้วย ถือว่ารับประทานแล้ว จากนั้นจึงนำอาหารทิ้งลงบริเวณใต้ต้นดอกแก้ว (พิกุล) ทีละอย่างโดยเริ่มจากสวย (กรวย) ใบเกี๋ยงพะเม็ง ข้าวเหนียวจิ้มปลาแดดเดียว ไก่คั่วเม็ง ขนมแดง ขนมขาว ขนมเทียนเม็ง ขาวตอกเต็ก เนื้อมะเพร้าว ขนุนสุก มะม่วงสุก และกล้วยน้ำว้า จากนั้นทางเจ้าภาพเสิร์ฟมะพร้าวน้ำหอมทั้งลูกโดยเฉพาะมะพร้าวแจกให้ผู้ฟ้อนคนละลูกดื่ม ก่อนดื่มต้องเทน้ำมะพร้าวลงต้นดอกแก้วเล็กน้อย  การฟ้อนผีเม็งกินถ้วยจบลงโดยที่ผู้เป็นตั้ง (หัวหน้าประกอบพิธี) นำดาบ ๒ เล่ม ไม้พอง ๒ ด้าม และใบดอกแก้ว ๒ กำ จากบนหิ้งผีปู่ย่า ออกมาให้ผู้ฟ้อนผีเม็งกินถ้วยได้ฟ้อน ถือเป็นการเฉลิมฉลองแสดงความยินดีที่ผีปู่ย่าบ้านเจ้าภาพได้รับประทานถ้วยผีและได้ฟ้อนรำ                เล่นน้ำปีใหม่ ใช้ผู้ฟ้อนจำนวน ๒ คน เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่ที่นิยมปฏิบัติก็คือ การให้ผู้หญิงสูงอายุเป็นผู้ฟ้อนโดยที่สมมุติว่าตนเองเป็นผีปู่กับผีย่า จะใส่โสร่งมีผ้าคล้องคอ โดยคนแรกจะใส่กุบ และสะพายเขาควายเพื่อเล่นน้ำปีใหม่  และคนที่สองจะถือสลุงและกระบวยเพื่อตักน้ำส้มป่อย โดยจะฟ้อนรอบต้นดอกแก้ว ๓ รอบก่อน แล้วจึงรดน้ำที่ผู้ร่วมงาน หอปู่ย่า และบริเวณหิ้งปู่ย่า แล้วเข้าผามเพื่อฟ้อนผีปู่ย่ากินข้าว                ฟ้อนผีปู่ย่ากินข้าว ใช้ผู้ฟ้อนจำนวน ๒ คน เป็นผู้ชายหรือผู้หญิงก็ได้ แต่ที่นิยมปฏิบัติก็คือ การให้ผู้หญิงสูงอายุเป็นผู้ฟ้อนโดยที่สมมุติว่าตนเองเป็นผีปู่กับผีย่า จุดประสงค์ของการฟ้อนผีปู่ย่ากินข้าว คือ การที่ลูกหลานทุกคนถวายอาหารให้แก่ ผีปู่ย่า ก่อนการรับประทานอาหารกลางวัน ซึ่งแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งอาหารที่ใช้ประกอบการฟ้อนผีปู่ย่ากินข้าวนั้น จะต้องประกอบไปด้วยอาหารสำคัญ  คือ อาหารคาว  คือ  แกงขี้เหล็ก  คั่วตับหมูคั่วหมี่เม็ง ยำสะนัด (ยำผักนึ่ง) คั่วหมี่กะทิ แกงฮังเลเม็ง ยำผักกาดดอง ลาบเม็ง (ลาบดิบและลาบสุก) แกงอ่อมไก่ ผัดฟักทอง (คั่วบะฟักแก้ว) แกงฟักเขียวใส่ไก่ (บะฟักหม่นใส่จิ้นไก่) น้ำพริกปลาร้า (น้ำพริกฮ้า) คั่วน้ำจิ้มส้ม แกงส้มตูนใส่ปลา แกงขนุนใส่ยอดสะเดา แกงมะรุม   ยำแตงโมใส่ปลาช่อนแดดเดียวโขลก ยำมะกรุก (มะกอก) ยำมะม่วง และข้าวเหนียวนึ่งสุก  อาหารทั้งหมดนี้จัดลงในขันข้าว (สำรับอาหาร) ส่วนการรับประทานใช้การแลกเปลี่ยนกันดมกลิ่นอาหาร เริ่มจาก ผู้ฟ้อนคนที่  ๑ การนำช้อนตักแกงขี้เหล็กให้ผู้ฟ้อนคนที่ ๒ ดมกลิ่น จากนั้นจึงเทลงในจานเปล่าที่วางไว้ข้างขันข้าว แล้วจึงนำข้าวเหนียวจิ้มอาหารและแลกเปลี่ยนกันดมกลิ่นจนครบอาหารทุกชนิด ถือว่าผีปู่ย่าได้กินแล้ว ผู้เป็นตั้งยกขันข้าวออกไปจากปะรำพิธี ผู้ช่วยตั้งเตรียมอาหารที่ใช้ประกอบการฟ้อนปัดฤกษ์ (ปัดเคราะห์) ผู้ฟ้อนจะฟ้อนออกนอกปะรำเพื่อเตรียมฟ้อนปัดฤกษ์ (ปัดเคราะห์) ต่อไป                ฟ้อนปัดฤกษ์ (ปัดเคราะห์และโรคภัย) การฟ้อนปัดฤกษ์ใช้ผู้ฟ้อนชุดเดิมจากการฟ้อนผีปู่ย่ากินข้าว การฟ้อนนี้มีความเชื่อว่า เมื่อผีปู่ย่ากินอิ่มแล้ว จะคอยดูแลรักษาลูกหลานให้หายจากเคราะห์ภัยต่าง ๆ ด้วยการฟ้อนนี้มีอาหารที่ใช้ประกอบการฟ้อน ดังนี้ อาหารคาว ได้แก่ ข้าวเหนียวนึ่งสุก ซึ่งเหลือจากการจัดถ้วยผีในตอนเช้า นำมาปั้นขนาดพอคำ และจัดวางในถาดตามจำนวนลูกหลานที่เข้าร่วมในพิธี คนละ ๑ ปั้น อาหารหวาน มี ขนมแดง ขนมขาว และขนมเทียนเม็ง ขนมทั้ง ๓ ชนิดนี้จัดเป็นชุดส่วนวิธีการนำอาหารไปใช้มีวิธีการดังนี้ ผู้ฟ้อนปัดฤกษ์ คนที่ ๑ ถือดาบ ๒ เล่ม ส่วนคนที่ ๒ ถือใบดอกแก้ว ๒ กำ ผู้ช่วยตั้งนำอาหารใส่ลงในกระด้ง ลูกหลานเข้าร่วมพิธี ทีละ ๑ คน โดยนั่งเหยียดขาตรงหันขาออกนอกปะรำพิธี ผู้ช่วยตั้งนำกระด้งที่บรรจุอาหารเตรียมให้คนละ ๑ ชุด วางบริเวณปลายเท้า จากนั้นผู้ฟ้อนทั้ง ๒ คน นำอุปกรณ์การฟ้อนจุ่มลงในขันน้ำขมิ้นส้มป่อย และลูบไปตามศีรษะ แขน และขา จากนั้นผู้ฟ้อนตวัดดาบและใบดอกแก้วลงในกระด้ง ซึ่งถือว่าเป็นการนำเคราะห์ออกจากตัวลูกหลาน ทำเช่นนี้จำนวน ๓ ครั้ง จากนั้นผู้ช่วยตั้งจึงนำอาหารในกระด้งไปทิ้งบริเวณต้นดอกแก้ว พิธีจะสิ้นสุดที่การฟ้อนรอบต้นดอกแก้วด้วยดาบ และใบดอกแก้ว                พิธีทำนายไก่ (เสี่ยงทาย)การทำนายไก่ หรือที่ชาวเม็งเรียกว่า ตายไก่ (ทำนายไก่) คือ การนำอาหารประเภทไก่นึ่งมาประกอบพิธีทำนายทายทัก ส่วนไก่ที่ใช้ทำไก่นึ่งมีจำนวน ๘ ตัว ก่อนนำมานึ่งนั้นต้องนำไก่มาผ่าท้องให้เห็นเครื่องในไก่ จากนั้นพับขาและปีกไก่ให้ไขว่ไปด้านหลัง ชาวเม็งเรียกขั้นตอนนี้ว่า แบไก่ พิธีการทำนายไก่เริ่มต้นขึ้น ผู้เป็นตั้ง (หัวหน้าผู้ประกอบพิธี) และผู้ช่วยนำไก่นึ่งทั้งหมดมาวางเรียงในถาด ให้เจ้าภาพเลือกไก่ที่จะประกอบพิธีทำนาย ๑ ตัว จากนั้นจึงนำใบตองมาห่อไก่นึ่งเม็งที่เหลืออีก ๗ ตัวเพื่อใช้ประกอบพิธีต่าง ๆ เช่น การจัดถ้วยผีเรือน จัดถ้วยผีนางน้อย และมอบให้ผู้เป็นตั้ง ผู้ช่วยและหัวหน้าคณะกลองการทำนายไก่นั้น จะเริ่มจากการจัดถาดไก่ ซึ่งภายในถาดประกอบไปด้วยไก่นึ่งเม็ง ๑ ตัว มะพร้าวน้ำหอม ๑ ลูก เฉาะมะพร้าวให้เรียบร้อย และแก้ว ๑ ใบ ก่อนเริ่มพิธีทำนายไก่ ลูกหลานทุกคนเข้ามานั่งกลางปะรำพิธี ผู้เป็นตั้งยกถาดไก่เข้ามาวางกลางปะรำพิธี จากนั้นจึงเชิญหัวหน้าคณะกลองนั่งกลางปะรำพิธี เจ้าภาพเทน้ำมะพร้าวใส่แก้วให้ผู้ทำนายดื่ม จากนั้นจึงเริ่มการทำนาย                ฟ้อนผีกุลา (ไหว้ผีกุลา)  แต่เดิมนั้นใช้ผู้ฟ้อนที่เป็นผู้หญิงชาวเม็งแท้ ๆ ชาวมอญที่มีตัวเล็กและผิวดำเป็นผู้ฟ้อนผีกุลา สวมชุดชาว ในการพิธีฟ้อนผีกุลามีอาหารประกอบการฟ้อน ดังนี้ ปลาแห้ง ข้าวเหนียวนึ่งสุก ข้าวตอกเต็ก กล้วยหยึก กล้วยน้ำว้า เนื้อมะพร้าวหั่นการจัดอาหารสำหรับถวายผีกุลานั้น ผู้เป็นตั้ง มีหน้าที่ในการจัดอาหารโดยนำอาหารทั้งหมดจัดลงในถ้วยแกงใบใหญ่ ซึ่งชาวเม็งเรียกถ้วยนี้ว่า ถ้วยผีกุลา ส่วนวิธีการนำอาหารไปใช้ประกอบการฟ้อนผีกุลา มีขั้นตอนดังนี้ลูกหลานทุกคนเข้านั่งด้านหน้าปะรำพิธีให้เต็ม รอการฟ้อนผีกุลาผู้ฟ้อนผีกุลาแต่งตัวด้วยชุดขาว ในมือมีดพับเล็ก จำนวน ๒ เล่มผู้ช่วยตั้ง นั่งด้านซ้ายของมุมปะรำพิธี พร้อมด้วยผีกุลา และเตรียมนำอาหารเสียบปลายมีดให้ร่างทรงผีกุลาเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ดนตรีบรรเลงเพลงจังหวะช้า ผู้ฟ้อนผีกุลาฟ้อนมีดพับให้ครบ ๔ ทิศ จำนวน ๑ รอบ แล้วเดินมาหาผู้ช่วยตั้ง ผู้ช่วยตั้งหยิบอาหารเสียบปลายมีด ตามลำดับดังนี้ ข้าวเหนียวนึ่งสุก กล้วยน้ำว้า เนื้อมะพร้าว กล้วยหยึก ขนมแดง ขนมขาว ขนมเทียนเม็ง ขนมข้าวตอกเต็ก และปลาแห้ง อาหารทั้งหมดนี้ จะนำมาฟ้อนถวายผีกุลา ทีละอย่าง จากนั้นจึงนำมาให้ลูกหลานดมกลิ่นอาหาร ถือว่าลูกหลานทุกคนได้รับประทานแล้วขั้นตอนสุดท้ายของการฟ้อนผีกุลาจบด้วยการคาบปลาแห้งนำไปไว้บนเรือน ชาวเม็ง เรียกขั้นตอนนี้ว่า แมวคาบปลาแห้ง ซึ่งขณะที่คาบปลาแห้งวิ่งขึ้นบนเรือน ห้ามมิให้ผู้ใดกล่าวทักทายหรือนั่งขวางทางขึ้นบันไดบ้าน เพราะมีความเชื่อว่าโชคลาภ อาจจะหลุดลอยไป หรือแต่ห้ามไม่ให้ผู้ใดนำปลาแห้งออกจากห้องนอน ก่อนพิธีการฟ้อนผีเม็งจะจบลงทุกอย่างในตอนค่ำ                ฟ้อนผีเจ้าเจียงใหม่ (ผีเจ้าเชียงใหม่) คือ การฟ้อนเพื่อรำลึกถึงผีปู่ย่าที่เป็นนักรบของชาวเม็งซึ่งเคยปกครองเชียงใหม่ ในครั้งที่พม่าปกครองเชียงใหม่อย่างยาวนาน สังเกตได้จากการแต่งกายแบบมอญโบราณด้วยการนุ่งโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะ และสวมกูบ (หมวกนักรบโบราณ)  เริ่มจากผู้ฟ้อนซึ่งเป็นชายหรือหญิงก็ได้ ๑ คน แต่งตัวตามที่กล่าวในข้างต้น จากนั้นฟ้อนออกนอกปะรำพิธีไปฟ้อนรอบต้นดอกแก้ว ๓ รอบ ผู้ช่วยตั้งแกะเมี้ยงออกจากห่อใบตอง นำไปถวายให้ผู้ฟ้อนผีเจ้าเจียงใหม่ ตามด้วยการจุดบุหรี่ขี้โย ถวายผู้ฟ้อนอีกครั้ง ผู้ฟ้อน ฟ้อนรอบต้นดอกแก้วอีก ๓ รอบ ผู้เป็นตั้งนำดาบจำนวน ๒ เล่ม บนหิ้งผีปู่ย่าออกมาให้ผีเจ้าเจียงใหม่ฟ้อน ซึ่งการฟ้อนดาบนี้จะแสดงถึงความยินดีที่ลูกหลานชาวเม็งทุกคนรำลึกถึงผีปู่ย่า ด้วยการจัดฟ้อนผีเม็งให้ในครั้งนี้เมื่อฟ้อนเสร็จจะฟ้อนปล่อย โดยจะให้ลูกหลานมาโหนผ้าเพื่อให้ผีปู่ย่าเข้าทรง และรำรอบต้นดอกแก้ว ฟ้อนปล่อยจะไม่กำหนดเวลาแน่นอนจะฟ้อนไปเรื่อย ๆ  เมื่อถึงเวลาเหมาะสมจะ ฟ้อนผีสามตัวต่อไป                       ฟ้อนผีสามตัว (ผีพี่ผีน้อง) การฟ้อนผี ๓ ตัว หรือที่ชาวเม็งเรียกว่า ผีพี่น้อง เพราะมีความเชื่อว่า การฟ้อนผีพี่น้องนี้ประกอบไปด้วยผีพี่คนโต ผีน้องคนกลาง และผีน้องคนสุดท้อง หรือที่ชาวเม็งเรียกว่า ผีลูกหล้า การฟ้อนนี้ จะใช้ผู้ฟ้อนที่เป็นบุคคลในตระกูลเท่านั้น ซึ่งการฟ้อนจะแต่งกายแบบชาวเม็ง (มอญ) คือ นุ่งผ้าโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะ และมีผ้าคล้องคอ ทัดดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม การฟ้อนผี ๓ ตัวนี้ มีขั้นตอน ๓ ขั้นตอน ดังนี้ การแลกเปลี่ยนดอกไม้ คือ การนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมซึ่งจัดเตรียมไว้บนหิ้งผีปู่ย่า เช่น ดอกมะลิ ดอกเก็ดถะวา (พุดซ้อน) หรือดอกสะบันงา (กระดังงา) เป็นต้น นำไปฟ้อนรอบต้นดอกแก้ว และแลกเปลี่ยนกับผู้มาร่วมงาน จากนั้นนำกลับมาบูชาบนหิ้งผีปู่ย่าการแจกไก่ หลังจากแลกเปลี่ยนดอกไม้เสร็จลง ผู้เป็นตั้งจะนำสำรับอาหารเข้ามาในปะรำพิธี ๑ ชุด ซึ่งประกอบด้วยไก่นึ่งเม็ง ๑ ตัว ถ้วยผีใบใหญ่ ๑ ถ้วย ซึ่งภายในประกอบด้วยอาหารคาว มี ข้าวเหนียวนึ่งสุก จิ้มปลาแดดเดียว โขลก ๓ ปั้น  ไก่คั่วเม็ง ๓ ชิ้น ส่วนอาหารหวานประกอบด้วย กล้วยหยึก หั่นตามความยาวของกล้วย ๓ ชิ้น ขนมขาว ขนมแดง และขนมเทียนเม็ง จัดเป็นชุด ๓ ชุด ขนมข้าวตอกเต็ก จำนวน ๓ ชิ้น สำหรับผลไม้ มีขนุนสุก จำนวน ๓ ชิ้น เนื้อมะพร้าวหั่น ๓ ชิ้น และกล้วยน้ำว้า ๓ ลูก มีมะพร้าวน้ำหอม ๑ ลูก เฉาะมะพร้าว ส่วนการนำอาหารไปใช้ประกอบการฟ้อนผี ๓ ตัวนั้น มีดังนี้ เริ่มจากผู้ฟ้อนจะฟ้อนรอบสำรับอาหาร จำนวน ๓ รอบ จากนั้นจึงนั่งล้อมวงยกถ้วยผีที่เตรียมไว้ให้ผู้ฟ้อนทั้ง ๓ คน ดมกลิ่นอาหารแล้วจึงเทน้ำมะพร้าวลงในแก้วให้ผู้ฟ้อนดื่มจนครบ ๓ คน จากนั้นจึงฉีกเนื้อไก่นึ่งเม็งแจกลูกหลานรับประทาน จากนั้นผู้เป็นตั้งยกสำรับอาหารออกนอกปะรำพิธี การปะแป้ง และเล่นสะบ้า หลังจากขั้นตอนการแจกไก่เสร็จสิ้นลงก็มาถึงขั้นตอนการละเล่นแบบชาวเม็งโบราณคือ การเล่นสะบ้า ซึ่งก่อนเล่นจะต้องแต่งตัวผู้ฟ้อนผี ๓ ตัว คือ จะใช้ดินสอพองผสมน้ำอบไทย ให้เข้ากัน และผู้ฟ้อนสลับกันปะแป้ง จากนั้นผู้เป็นตั้งนำกระจกและหวีให้ผู้ฟ้อนผี ๓ ตัว ได้ส่องและแสดงท่าทางหวีผม แล้วจึงนำแป้งไปปะแก้มลูกหลานและแขกผู้มาร่วมงานแล้วจึงเล่นสะบ้า การฟ้อนผี ๓ ตัว จบลงที่ผู้เป็นตั้งนำดาบ ๒ เล่ม ไม้พอ ๒ ด้าม และใบดอกแก้ว ๒ กำ นำมาให้ผู้ฟ้อนผี ๓ ตัว ฟ้อนรอบต้นดอกแก้ว ถือเป็นเสร็จพิธี                ชนไก่ การชนไก่ เป็นการละเล่นของชาวเม็งซึ่งพบเห็นได้เฉพาะประเพณีฟ้อนผีเม็งเท่านั้น การฟ้อนชนไก่นั้น ใช้ผู้ฟ้อน ๒ คน เป็นชายหรือหญิงก็ได้สมมุติตัวเองว่าเป็นไก่ชนซึ่งต้องเลียนท่าทางของไก่ชน โดยที่นำผ้ามาม้วนเป็นเกลียวขมวดปมคล้ายหัวไก่ บริเวณเอวของผู้ฟ้อนชนไก่มีเดือดไก่ที่ทำจากรากไม้ผูกไว้ ก่อนการชนไก่ ผู้ฟ้อนจะแต่งกายด้วย การนุ่งโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะ และผ้าคล้องคอทัดดอกไม้บริเวณ ซึ่งการชนไก่นี้จะชนบริเวณต้นดอกแก้ว หากฝ่ายใดสามารถแย่งผ้าจากอีกฝ่ายได้ถือเป็นผู้ชนะ ไก่ชนตัวที่ชนะจะได้ดมกลิ่นอาหารเป็นรางวัล                แห่บอกไฟ บอกไฟของชาวเม็งคล้ายกับบั้งไฟของทางภาคอีสานบอกไฟชาวเม็งทำมาจากก้านกล้วย นำมาผูกรวมกันและตกแต่งด้วยดอกไม้พื้นบ้านที่มีกลิ่นหอม เช่น ดอกเอื้องผึ้ง ดอกกระดังงา และดอกมะลิ เป็นต้น วัตถุประสงค์ของการจุดบอกไฟของชาวเม็งเพื่อสงเคราะห์ภัยต่าง ๆ ให้หายไปกับบอกไฟ การฟ้อนแห่บอกไฟ พิธีแห่บอกไฟต้องมีลักษณะดังนี้ กล้วย ๑ หวี มีจำนวนผลกล้วยไม่น้อยกว่า ๑๒ ลูก และผลอวบ อ้วน และใหญ่                คล้องช้างและถ่อแพ การคล้องช้างก็เป็นการละเล่น ของชาวเม็งโดยเจ้าภาพจัดหา ผู้ชายที่มีร่างกายอ้วน ตัวใหญ่เลียนท่าทางเป็นช้างป่า เพื่อให้ลูกหลานคล้องช้างให้ผีปู่ย่าไว้ใช้งาน การคล้องช้างจะประกอบพิธีบริเวณต้นดอกแก้ว โดยเชื่อว่าหากลูกหลานคนใดคล้องช้างได้จะได้โชคลาภก้อนใหญ่ ถือว่าช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ในช่วงการคล้องช้างจะมีผู้ถือถ้วยช้างฟ้อนรอบต้นดอกแก้วเพื่อรอว่าลูกหลานคนใดสามารถคล้องช้างได้ เมื่อคนใดคล้องช้างได้ ผู้ถือถ้วยช้างจะนำถ้วยไปให้ลูกหลานคนนั้นดมกลิ่นอาหารเป็นรางวัลในการคล้องช้าง ให้ผีปู่ย่าได้ จากนั้นนำช้างเข้าปะรำพิธี ผู้คล้องช้างได้นำเงินที่ผูกด้วยด้ายสีแดงคล้องคอช้างและหยิบกล้วยน้ำว้าในถ้วยช้างปอกเปลือกให้ช้างกินเป็นอันเสร็จพิธี เมื่อคล้องช้างเรียบร้อยจะ “ถ่อแพ” เพื่อส่งผี แม่ตั้งจะนำกระด้งใส่ไม้พลอง ใบดอกแก้ว หลาวไม้ไผ่ หม้อน้ำร้า และเรือจำลองที่ทำจากกาบกล้วย ขณะเดียวกันดนตรีจะบรรเลงเพลง ผู้ชายสองคนจะสวมหมวก ใช้ไม้ถ่อแพหน้าผาม แม่ตั้งนำกระด้งคว่ำไว้ใต้ต้นดอกแก้ว คนถ่อแพหักไม้ไผ่โดยเหยียบ แล้วถอนต้นดอกแก้ว                ฟ้อนผีเสือ ผีเสือเป็นผีที่ชาวเม็งให้ความนับถือและต้องประกอบพิธีตอนเย็นประมาณ ๑๘.๐๐ น. โดยผู้ฟ้อนเลียนแบบท่าทางของเสือ ซึ่งการฟ้อนผีเสือใช้อาหารประกอบการฟ้อน ๑ อย่าง คือ ปลาแห้ง จำนวน ๑ ตัว ส่วนวิธีการนำปลาแห้งไปใช้มีดังนี้  เริ่มจากผู้เป็นตั้งนั่งคุกเข่าใช้ผ้าคลุมศีรษะตัวเองไว้ ประปากคาบปลาแห้งไว้ ใช้มือตบพื้นไปมา ๓ ครั้ง จากนั้นลูกชายคนโตของตระกูลเปิดผ้าคลุมศีรษะผู้เป็นตั้งใช้ปากคาบปลาแห้งแล้วใช้มือดึงผ้ามาคลุมศีรษะตัวเองหันหลังวิ่งออกนอกบริเวณปะรำพิธี แต่ไม่ต้องนำปลาแห้งขึ้นไปไว้บนเรือน ซึ่งปลาแห้งนี้จะนำไปประกอบอาหารคาว ประเภทแกง เช่น แกงถั่วฝักยาว หรือแกงมะรุม นำแกงไปถวายพระสงฆ์ตามวัดที่ตระกูลเป็นศรัทธาอยู่ จากนั้นจึงนำแกงมาแบ่งให้พี่น้องในตระกูลรับประทาน เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อไปฟ้อนผีเม็งตะวันตก  การฟ้อนผีเม็งตะวันตก เป็นการฟ้อนผีก่อนตะวันจะลาจากฟากฟ้า ซึ่งจะเริ่มฟ้อนประมาณ ๑๘.๐๐ น. การฟ้อนผีเม็งตะวันตกนี้มีเพียงแห่งเดียว ณ บ้านเม็งช้างม่อยเท่านั้น ซึ่งถือปฏิบัติกันมาแต่ครั้งโบราณ การฟ้อนผีเม็งตะวันตกเป็นการฟ้อนเพื่อถวายอาหารอีก ๑ ชุดใหญ่ ก่อนการฟ้อนผีเม็งจะจบลง เพื่อแสดงออกถึงความกตัญญูต่อผีปู่ย่า การจัดอาหารเพื่อประกอบการฟ้อนผีเม็งตะวันตกนั้น เจ้าภาพต้องเตรียมขันโตก จำนวน ๗ โตก เพื่อจัดอาหารถวาย ซึ่งการจัดมีขั้นตอนดังนี้ ก่อนการจัดอาหารจะต้องใช้ใบตองรองขันโตก จากนั้นจึงตักอาหารวางบนใบตอง เริ่มจากอาหารคาว คั่วผักบุ้งเต่า และไก่คั่วเม็ง อย่างละ ๑ ทัพพี ตามด้วยอาหารหวาน ขนมขาว ขนมแดง ขนมเทียนเม็ง และข้าวตอกเต็ก จัดวางในขัน อย่างละ ๓ ชิ้น ส่วนกล้วยหยึก หั่นตามความยาวของกล้วย จัดวางในขันโตกประมาณ ๔ ชิ้น ผลไม้ นำกล้วยหอมทองที่แบ่งเตรียมไว้ข้างต้น จัดวางในขันโตก ๑ ชุด พร้อมมะพร้าว ๑ ลูก อาหารที่กล่าวมาในข้างต้นจัดไว้ภายในขันโตกเดียวกันเป็นอย่าง ๆ ไม่ปะปนกัน โดยการจัดอาหารในขันโตกขันที่ ๑ จะมีอาหารอย่างละ ๑ ชุด ขันโตกขันที่ ๒ จะมีอาหารอย่างละ ๒ ชุด และเพิ่มขึ้นขันละ ๑ ชุด ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งขันโตกที่ ๗ มีอาหารอย่างละ ๗ ชุด ส่วนการนำอาหารไปใช้ประกอบการฟ้อนผีเม็งตะวันตกนั้น ใช้ผู้ฟ้อนจำนวน ๗ คน โดยการนำขันโตกทั้ง ๗ ขัน มาเรียงบนเสื่อ เริ่มจากขันโตกขันที่ ๑ ไปจนถึงขันโตกขันที่ ๗ ผู้ฟ้อนแต่งกายแบบมอญโบราณ นุ่งผ้าโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะ มีผ้าคล้องคอ และทัดดอกไม้หอม ฟ้อนรอบขันโตกของตัวเอง ๓ รอบ จากนั้นดมกลิ่นอาหารทุกอย่าง แล้วจึงแจกอาหารในขันโตกให้แก่ลูกหลานและแขกผู้มาร่วมงานรับประทาน สุดท้ายผู้เป็นตั้ง (หัวหน้าผู้ประกอบพิธี) ฟ้อนดาบรอบขันโตก ผู้ฟ้อนทุกคนคว่ำขันโตกลงถือเป็นอันเสร็จพิธี และฝ่ายชายช่วยกันรื้อปะรำให้เสร็จพิธีเลี้ยงผีนางน้อย ผีนางน้อยเป็นผีของภรรยาน้อยของเจ้าเมืองเม็ง (มอญ) ซึ่งหากจะดูตามยศศักดิ์แล้วคงเทียบได้กับยศเจ้าจอมของเจ้าเมืองเม็ง ในสมัยโบราณซึ่งผีนางน้อยนี้มีลักษณะแตกต่างจากผีอื่น ๆ ที่ประกอบพิธีเลี้ยงผี ดังนี้การถวายอาหารแก่ผีนางน้อยจะต้องถวายตอนกลางคืนประมาณ ๒ ทุ่ม  และผีนางน้อยมีนิสัยขี้อาย เวลาถวายอาหารแก่ผีนางน้อยต้องปิดไฟในบ้านให้หมดช่วงเวลาที่ประกอบพิธีนั้น คนในบ้านจะต้องไปรวมกันอยู่ในบ้าน ห้ามส่งเสียงดังในขณะที่ถวายอาหารบริเวณหอผีห้ามไม่ให้ผู้ใดแอบดู เพราะมีความเชื่อว่า ผู้ที่แอบดูนั้นจะกลายไปเป็นผีกะ  ส่วนวิธีการจัดอาหารสำหรับถวายผีนางน้อยนั้น นิยมจัดใส่กาละมังขนาดกลาง นำอาหารที่กล่าวมาข้างต้นจัดใส่กาละมัง ซึ่งชาวเม็งเรียกกาละมังนี้ว่า ถ้วยผีนางน้อยสำหรับวิธีการนำอาหารไปถวายผีนางน้อย มีขั้นตอนดังนี้จุดเทียนและเทน้ำมะพร้าว ๒ ลูก บริเวณหน้าหอผีจนหมด ยกถ้วยผีนางน้อยวางบนหอผี ช่วงนี้ห้ามคนแอบดูอย่างเด็ดขาด จากนั้นนำถ้วยผีขึ้นบนเรือน ขณะนั้นภายในบ้านปิดไฟฟ้าทุกดวง และทุกคนไปรวมกันอยู่ในบ้าน ห้ามส่งเสียงดัง ผู้เป็นตั้งและผู้ช่วย นำถ้วยผีนางน้อยมายังหน้าประตูทางเข้าบ้าน และตะโกนเรียกหาเจ้าของบ้าน ๓ ครั้ง โดย ๒ ครั้งแรก ห้ามเจ้าของบ้านตอบกลับให้ฟังเงียบ ๆ พอถึงครั้งที่ ๓ จึงขานรับ ซึ่งคำพูดที่เรียกหาเจ้าของบ้านนั้น มีดังนี้ ครั้งที่ ๑ “บ้านนี้มีใครอยู่ไหม” ครั้งที่ ๒  “บ้านนี้มีใครอยู่บ้าง” ครั้งที่ ๓  “บ้านนี้มีใครอยู่บ้าง ขอให้ออกมารับของดี ของกิน กรุณาช่วยเปิดประตูรับของหน่อย เพราะเดินทางมาไกลจากเมืองม่าน เมืองเม็ง ช่วยเปิดประตูด้วยเทอญ” (พูดเป็นคำเมือง) เจ้าของบ้านเปิดประตูรับถ้วยผีนางน้อยและนำไปเก็บไว้ในห้องนอน ๓ วัน ซึ่งถือว่าเป็นของดีจะนำพาความสุข ความเจริญมาสู่ลูกหลานทุกคนบทส่งท้ายการฟ้อนผีเม็ง เป็นพิธีกรรมที่มีหน้าที่ต่อสังคม นับว่าเป็นภูมิปัญญาอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่สามารถนำสิ่งอยู่เหนือธรรมชาติ และเข้าถึงได้ยาก  โดยใช้พิธีกรรมการเข้าทรง ด้วยจังหวะอันเร่งเร้าและกระชั้นชิดของดนตรี ผสานเข้ากับการร่ายรำด้วยความศรัทธาต่อผีปู่ย่าอย่างเปี่ยมล้นย่อมสามารถเหนี่ยวนำจิตใจเพื่อติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อันหมายถึงผีปู่ย่า เป็นที่น่าเสียดายที่นับวันพิธีกรรมดังกล่าวจะเลือนหายไปพร้อมกับสังคมที่เปลี่ยนแปลง ความล่มสลายของระบบความเชื่อเรื่องผี และวัฒนธรรมชาวนา ส่งผลกระทบต่อพิธีกรรมดังกล่าว ระบบความเชื่อเรื่องผียังปรากฏในหลายตระกูล เป็นพิธีกรรมที่ทรงคุณค่าต่อสังคม จึงสมควรที่จะได้ช่วยกันรักษาไว้อย่างเข้าใจ ก่อนที่พิธีกรรมต่าง ๆ จะหมดไปจากสังคมล้านนาบรรณานุกรมจวน เครือวิชฌยาจารย์.  ๒๕๔๓.  ประเพณีมอญที่สำคัญ. กรุงเทพฯ : ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร.นเรศร์  จิตรักษ์.  ๒๕๔๘.  ๓๔ ปีอนุสาวรีย์พระเจ้ากาวิละ.  หนังสือพิมพ์ไทยนิวส์ , ฉบับที่ ๑๒๙๑๑, ๒๕๔๘.ปราณี วงษ์เทศ.  ๒๕๔๙.  เพศสภาวะในสุวรรณภูมิ (อุษาคเนย์).  กรุงเทพฯ : มติชน.วิธูร บัวแดง.  ๒๕๓๗.  รำผีมอญฟ้อนผีเม็ง.  เอกสารอัดสำเนา : สถาบันราชภัฎเชียงใหม่.สมพงศ์  วิทยศักดิ์พันธุ์.  ๒๕๔๑.  ถิ่นที่อยู่คนไทยในจังหวัดเชียงใหม่.  เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.สมหมาย เปรมจิตต์.  ๒๕๑๘.  รายชื่อวัดและนิกายสงฆ์โบราณในเชียงใหม่.  เชียงใหม่: คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.สุทธิพงค์ พัฒนวิบูลย์.  ๒๕๔๙.  อาหารที่ใช้ในการฟ้อนผีเม็ง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโภชนศาสตร์ศึกษา  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.สุรพล ดำริห์กุล.  (๒๕๔๒).  ล้านนา สิ่งแวดล้อม สังคม และ วัฒนธรรม.  กรุงเทพฯ : รุ่งอรุณพับลิชชิ่ง. [1] บทความนี้ปรับปรุงมาจาก บทความเรื่องยลอดีตบ้านช้างม่อย ย้อนรอยฟ้อนผีเม็ง : การศึกษาฟ้อนผีเม็งในอำเภอเมืองเชียงใหม่  ซึ่งเคยตีพิมพ์ในวารสาร ข่วงผญา ฉบับที่ ๖ ของสถาบันภาษา ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
1 มกราคม 2557     |      12330
พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษาแม่โจ้เป็นอย่างไร?
พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษาแม่โจ้เป็นอย่างไรผศ.ดร.นิคม มูลเมืองถ้ากล่าวถึงพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ หลายๆ คนอาจนึกถึงเรื่องการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร การพักผ่อน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามในทางวิชาการ พฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพ หมายถึง คือการจูงใจหรือการกระทำใดๆ ที่มีผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคคล เพนเดอร์ (Pender, 2011) พูดง่ายๆ ก็คือการปฏิบัติใดๆ อันมีผลทำให้ชีวิตของเรามีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าบุคคลแต่ละกลุ่มมีพฤติกรรมอย่างไรเพื่อจะได้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างเสริมให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องมากขึ้นนักศึกษามหาวิทยาลัยแม่โจ้ก็เป็นกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความน่าสนใจต่อพฤติกรรมดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร ในการนี้ อ.อานนท์ สีดาเพ็ง ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มนักศึกษาซึ่งพบข้อมูลน่าสนใจทีเดียว โดยสรุปคือ นักศึกษามีความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในระดับดี แต่พฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลาง เพศหญิงมีพฤติกรรมดีกว่าเพศชาย ระดับการศึกษาของมารดาที่สูงมีความผูกผันกับพฤติกรรมของนักศึกษา โดยมีรายละเอียด กล่าวคือ โดยภาพรวมนักศึกษามีความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในระดับดี แต่พฤติกรรมอยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น นอกจากนั้นด้านดัชนีมวลกายของนักศึกษาซึ่งถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะอยู่ในภาวะปกติ (ร้อยละ 68.3) แต่มีจำนวนถึงร้อยละ 25 ที่มีภาวะมวลกายต่ำกว่าภาวะปกติ ซึ่งจากข้อมูลชี้ให้เห็นว่านักศึกษามีระดับความรู้ ทัศนคติ การรับรู้ประโยชน์ต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ แต่ยังไม่มีการปฏิบัติ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคิดต่อว่าทำไมนักศึกษาจึงยังมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องเมื่อดูข้อมูลด้านเพศ พบว่าในภาพรวมเพศหญิงมีพฤติกรรมดีกว่าเพศชาย โดยเฉพาะด้านการจัดการกับความเครียด ด้านการงดสูบบุหรี่/แอลกอฮอล์/สารเสพติด การป้องกันอุบัติเหตุ ด้านเพศสัมพันธ์ ส่วนด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกายไม่มีความแตกต่างกัน ซึ่งจากข้อมูลทำให้บ่งชี้ว่าเพศชายยังมีพฤติกรรมที่ถูกต้องน้อยกว่าเพศหญิงส่วนข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างด้านพฤติกรรมและระดับการศึกษาของมารดา ผลการศึกษาพบว่าระดับการศึกษาของมารดามีผลต่อพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษา แต่ที่น่าสนใจก็คือว่าระดับการศึกษาของมารดาที่สูงมีความผกผันกับพฤติกรรมของนักศึกษา โดยระดับการศึกษายิ่งสูงของมารดาแต่พฤติกรรมของนักศึกษากลับต่ำลง ทำให้ย้อนคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับผลการศึกษานี้ผลการศึกษาของ อ.อานนท์ สีดาเพ็ง มีประเด็นที่น่าสนใจหลายประเด็น ซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการที่ผู้ที่เกี่ยวข้องภายในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผู้ที่สนใจจะนำไปคิดและพิจารณาเพื่อนำไปวางแผนหรือปฏิบัติการอันใดที่จะทำให้พฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพของนักศึกษาแม่โจ้ได้รับการพัฒนา อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักศึกษาในที่สุด
1 มกราคม 2557     |      7924
ทั้งหมด 1 หน้า