วารสารคณะศิลปศาสตร์
Liberal Arts journal

ประวัติข่วงสิงห์ 

กิติพงษ์  ขัติยะ

 “ข่วงสิงห์”  หรือที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปว่า “คุ้มสิงห์” เป็นโบราณสถาน ตั้งอยู่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จากสี่แยกข่วงสิงห์ มุ่งหน้าเดินทางไปตามถนนเชียงใหม่แม่ริม (ถนนโชตนา) ประมาณ 150 เมตรแล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนโชตนา ซอย 1 (ข้างโรงเรียนวัดข่วงสิงห์) ไปอีกประมาณ 100 เมตร ก็จะพบโบราณสถาน “ข่วงสิงห์” ซึ่งกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติไว้แล้ว เป็นสิ่งก่อสร้างลักษณะรูปสิงห์คู่ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ โดยได้ประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52  ตอนที่ 75 ลงวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 (กองโบราณคดี มปป. : 55)

        อายุสมัยของการก่อสร้างข่วงสิงห์ สร้างขึ้นเมื่อจูลศักราช 1163 พ.ศ. 2344 ปีระกาตรีศกเดือน 4 เหนือขึ้น 12 ค่ำ พ่อเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ พระองค์แรก (พ.ศ.2325-2356) ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดให้สร้างสิงห์ปูนปั้นสีขาวยืนขึ้นไว้คู่หนึ่ง ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ อีกตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ณ ที่อันเป็นบริเวณโล่งเตียนกว้างขวางอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว จึงทำพิธีอันเชิญ เทพยดาอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้มาสิงสถิตย์ อยู่ ณ ที่นี้ ตาม คัมภีร์ลานทองของเมืองเชียงใหม่ เขียนไว้ว่า “พระยากาวิละสร้างรูปสิงห์คู่นี้ไว้เป็นสีหนาทแก่เมือง” (กองโบราณคดี มปป. : 55) คราวใดเมื่อจะยกทัพไปต่อสู้กับข้าศึกที่มารุกราน หรือเพื่อแผ่อานุภาพออกไป ก็ได้ยกทัพมาหยุด ณ สถานที่แห่งนี้ เพื่อกระทำอันเป็นมงคลต่างๆ แก่กองทัพเป็นประจำ ซึ่งต่อมาสถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “ข่วงสิงห์ชัยมงคล” และต่อมาได้เรียกชื่อให้สั้นลง ว่า “ข่วงสิงห์” และในสมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ได้โปรดให้สร้างวัดขึ้นไว้บริเวณใกล้กันหนึ่งวัด คือ “วัดข่วงสิงห์ชัยมงคล” ปัจจุบัน คือ “วัดข่วงสิงห์”

 ประวัติการสร้างประติมากรรมรูปสิงห์ 

        นับตั้งแต่อาณาจักรล้านนาเสียเมืองให้แก่ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองกษัตริย์แห่งพม่าเมื่อ พ.ศ. 2101 พระองค์ได้วางแผนปกครองล้านนาอย่างสันติ พระพุทธศาสนา และลัทธิธรรมเนียมพม่า ก็เข้ามามีอิทธิพลในล้านนาไทย ชาวล้านนาและชาวพม่า ต่างนับถือศาสนาพุทธด้วยกัน จึงมีความผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมเป็นอย่างดี สิ่งที่สะท้อนอิทธิพลของพม่าอย่างชัดเจนได้แก่ การสร้างสิงห์ที่ประตูวัด พิธีฟ้อนผีมดผีเม็ง การบวชลูกแก้ว เป็นต้น (คณะอนุกรรมการด้านการศาสนา งานสมโภชเชียงใหม่ 700ปี 2540 : 75)

        สำหรับสิงห์โตขนาดใหญ่ที่สร้างไว้ที่ปากทางเข้าวัดนั้นสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายว่า...พระเจดีย์ที่สำคัญในเมืองพม่ามักจะมีรูปสิงห์โตตัวใหญ่อยู่สองข้างปากทางเข้าบริเวณทุกแห่ง การที่ทำรูปสิงห์ตั้งประจำปากทางดูประหลาด ที่ชอบทำกันทั้งจีน เขมร และชวา ไม่แต่พม่าเท่านั้นสิงห์ก็คือ ราชสีห์นั้นเอง ในเมืองไทยแต่โบราณก็ชอบทำรูปสิงห์ตั้งปากทาง แต่มักทำรูปสิงห์แบบเขมร หรือมิฉะนั้นก็เอาสิงห์โตหินของจีนมาตั้ง ที่เห็นทำรูปหล่อเป็นสิงห์ไทยมีแห่งเดียวที่วัดพระเชตุพน เป็นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้น น่าจะเป็นพระราชปรารภว่าสิงห์แบบไทยยังไม่มีใครทำมาแต่ก่อน...(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ อ้างถึงในกองโบราณคดี กรมศิลปากร 2534 : 76) เค้ามูลของรูปสิงห์ซึ่งตั้งปากทางขึ้นบันไดนั้น เดิมมีราชสีห์ตัวหนึ่งลักราชธิดาของพระยา มหากษัตริย์ อันมีลูกยังเป็นทารกติดไปด้วย 2 คน เอาไปเลี้ยงไว้ (เป็นเค้าเรื่องเดียวกับเรื่องสีหพาหุ ในหนังสือมหาวงค์ พงศาวดารลังกา) ครั้นลูกชายเติบใหญ่ได้พาแม่กับน้องหญิงกลับมาอยู่ในเมืองมนุษย์ฝ่ายราชสีห์เที่ยวติดตาม พบผู้คนกีดขวางก็ได้กัดตายเสียเป็นอันมากจนร้อนถึงพระยามหากษัตริย์ สั่งให้ประกาศหาคนปราบราชสีห์ กุมารนั้นเข้ารับอาสาออกไปรบราชสีห์ ยิงศรไปทีไรก็เผอิญผิดพลาดไม่สามารถฆ่าราชสีห์ได้ ฝ่ายราชสีห์ก็ยังสงสารกุมารไม่แผดเสียงให้หูดับต่อสู้กันจนราชสีห์เกิดโทสะอ้าปากแผดเสียง กุมารก็เอาศรยิงกรอกทางช่องปากฆ่าราชสีห์ตาย ได้บำเหน็จมียศศักดิ์จนได้ครองเมืองเมื่อภายหลัง แต่เมื่อครองเมืองเกิดอาการปวดหัวเป็นกำลัง แก้ไขอย่างไรก็ไม่หายจึงปรึกษาปุโรหิต ปุโรหิตทูลว่าเป็นเพราะบาปกรรมที่ได้ฆ่าราชสีห์ผู้มีคุณมาแต่หลัง ต้องทำรูปราชสีห์บูชาล้างบาปจึงจะหายโรคพระมหากษัตริย์นั้นจะทำรูปสัตว์เดรัจฉาน ขึ้นบูชาก็นึกละอายจึงให้สร้างรูปราชสีห์ขึ้นฝากไว้กับเจดีย์สถานที่บูชา เลยเป็นประเพณีสืบมา...(กองโบราณคดี กรมศิลปกร  2534 : 76)

 การบูรณปฏิสังขรณ์ข่วงสิงห์ 

        ประวัติการบูรณะข่วงสิงห์ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2358 – 2364 สมัยพระเจ้าช้างเผือกธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2 พระอนุชาของพระเจ้ากาวิละพระองค์ทรงฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานข่วงสิงห์ และข่วงช้างเผือกอันเป็นสีหนาทเมือง (ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง 2538 : 63)

       เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2520 ศรัทธาประชาชน พระอธิการบุญปั๋น  ปัญญาธโร (พระครูพิศิษฏ์พิพิธการ) และสามเณรวัดข่วงสิงห์ พร้อมด้วยกำนันแก้ว จอมสุรีย์ กำนันตำบลช้างเผือก ได้ร่วมแรงร่วมใจกันสละทรัพย์และแรงงาน บูรณะก่อสร้างกำแพงแก้วด้วยศิลาแลงล้อมรอบ บริเวณข่วงสิงห์ แทนของเก่าที่ชำรุดเสียหาย สิ้นทุนทรัพย์และแรงงานคิดเป็นเงิน 16,631บาท (จากข้อความจารึกบนแผ่นป้ายที่ข่วงสิงห์ พ.ศ.2546)

      เมื่อครั้งฉลองเมืองเชียงใหม่ 700 ปี พ.ศ.2539 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมข่วงสิงห์พร้อมกับปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบด้วยการขุดลอกคูน้ำล้อมรอบ แล้วยกพื้นก่ออิฐถือปูนเป็นลานกว้างมีบันไดทางขึ้นอยู่ด้านหน้าทิศตะวันออก (จากข้อความจารึกบนแผ่นป้ายที่ข่วงสิงห์ พ.ศ.2555)

     จะเห็นได้ว่าข่วงสิงห์ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์จากภาครัฐ ภาคเอกชนและพระภิกษุสงฆ์สามเณรเสมอมา โบราณสถานข่วงสิงห์ ถือเป็นเสมือนสมบัติส่วนรวมของชาติ ที่ควรอนุรักษ์และกระตุ้นให้บุคคลเกิดจิตสำนึกในเรื่องการเป็นเจ้าของและเกิดความรู้สึกหวงแหนห่วงใยในสมบัติอันเป็นส่วนรวม  ให้เป็นมรดกตกทอดไปยังอนุชนรุ่นหลังสืบไป

การฟ้อนประเพณีที่ข่วงสิงห์ (คุ้มสิงห์) 

    ที่ข่วงสิงห์ทุกปีจะมีพิธีฟ้อนประเพณี ในเดือน 9 เหนือ แรม 12 ค่ำ ซึ่งเป็นการฟ้อนเพื่อบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ และสิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สิงสถิตย์อยู่ที่ข่วงสิงห์ (ไม่ใช่การฟ้อนผีมดผีเม็ง) จะมีการจัดเครื่องสักการะได้แก่ พานข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสังเวย ได้แก่ หัวหมู เหล้าขาวเป็นต้น การฟ้อนจะมีเครื่องดนตรีพื้นเมืองประกอบ เช่น กลองเต่งทิ้ง ระนาด แน(ปี่) ฉาบ ฆ้องวงเป็นต้น การแต่งกายของผู้ฟ้อนจะแตกต่างกันไปแล้วแต่เจ้าแต่ละองค์ที่จะเข้าทรง มีทั้งการแต่งกายแบบ มอญ อินเดีย จีน ชาวเขา ฯลฯ

     การฟ้อนประเพณีที่ข่วงสิงห์ได้เริ่มมีมาเมื่อแม่อุ้ยคร  เจริญสุข (ม้าขี่ ที่ย่ำทรง หรือ  ร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ด่าน-สิงห์ดุ) ได้ไปบูรณปฏิสังขรณ์และมีการฟ้อนเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจน ถึงปัจจุบัน(นายอเนก ตาอ้าย , แม่แสงหล้า  เชื้อขัติ , ครูศรีวรรณ  แก้วคำฟู , พ่อศรีนวล  เครือฟู  2546 : คำสัมภาษณ์)

เรื่องราวจากคำสัมภาษณ์

            *พ่อหนานบุญปั๋น  มณีวรรณ  ได้เล่าว่า สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการสร้างซุ้ม (โขง)ของสิงห์ทั้งคู่ โดยพ่อหนานปิง อริยานนท์ จากการที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่หลายคน    ท่านก็ได้เห็นสิงห์คู่นี้มีโขงมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว แสดงว่าการที่พ่อหนานปิง ได้สร้างโขงสิงห์ขึ้นนั้นน่าจะเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์อีกระยะหนึ่ง

            *พ่อหนานอินตา  ดวงงาม ได้เล่าว่าแต่ก่อนการฟ้อนเจ้าทรงจะมีการฟ้อนที่บ้านแม่อุ้ยมูล จันทะ (ม้าขี่ ร่างทรง หรือที่ย่ำทรงของเจ้าพ่อสิงห์โห) ณ ซอยทุ่งเวสาลี สมัยก่อนที่น่าตื่นเต้น คือ เจ้าทรงจะมีการลองคมดาบ คมหอกกัน โดยฟันแทงไปที่ตัวเจ้าทรง

            *นายอเนก ตาอ้าย (ม้าขี้เจ้าพ่อสิงห์ด่าน) ได้เล่าว่า แม่อุ้ยมูลเป็นม้าขี้เจ้าพ่อสิงห์โห ซึ่งเป็นพ่อบ้านข่วงสิงห์ และในเดือน 9 เหนือ แรม 12 ค่ำ ของทุกปีจะมีการฟ้อนถวายเพื่อบวงสรวงเทพยดาอารักษ์ที่สิงสถิตย์อยู่ที่ข่วงสิงห์

           * แม่อุ้ยเป็ง เครือฟู (ลูกของแม่อุ้ยมูล) จะเป็นตั้งข้าว (ผู้คอยรับใช้) ของเจ้าพ่อสิงห์โห คือเมื่อมีพิธีกรรมอะไรที่เกี่ยวกับข่วงสิงห์เช่นฟ้อนประเพณี ทำพิธีแก้บนให้กับชาวบ้าน แม่อุ้ยเป็ง จะเป็นผู้ตั้งข้าวที่ข่วงสิงห์ เมื่อแม่อุ้ยเป็งเสียชีวิตไปแล้ว แม่แสงหล้า เชื้อขัติ (ลูกสะใภ้) ก็ได้เป็นตั้งข้าวที่ข่วงสิงห์แทน และเป็นตั้งข้าวของเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า

           *สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ได้ย้ายจากเมืองมาอยู่ที่วัดข่วงสิงห์และที่ข่วงสิงห์จะเป็นสถานีตำรวจ และที่เก็บเงินของจังหวัด บริเวณหมู่บ้านข่วงสิงห์ จะมีทหารญี่ปุ่นได้มาพักอาศัยอยู่บริเวณนี้ แม่ศรีนวล ไชยทิพย์ (ขัติยะ) เล่าว่ายังเคยได้นำอาหาร ผลไม้ต่างๆ ไปขายให้กับทหารญี่ปุ่นด้วย พ่ออินตุ้ม ขัติยะ ก็ได้เคยเห็นทหารญี่ปุ่นลงไปแช่  น้ำอุ่นในถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร (ชาวญี่ปุ่นชอบแช่ตัวในน้ำอุ่น) พ่อมานิตย์ ศรีสว่าง ได้เล่าว่าสมัยเมื่อเป็นเด็กเคยพบกระดูกทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต บริเวณโรงเรียนวัดข่วงสิงห์ สมัยนั้นเด็กๆ จะกลัวผีทหารญี่ปุ่นมาก

           *พ่อศรีนวล เครือฟู (ลูกของแม่อุ้ยเป็ง) เล่าว่าการฟ้อนที่ข่วงสิงห์แต่เดิมไม่มี เริ่มมีมาเมื่อสมัยแม่อุ้ยศรีคร เจริญสุข (ม้าขี่เจ้าพ่อสิงห์ด่าน-สิงห์ดุ) ได้ไปบูรณปฏิสังขรณ์และเริ่มมีการฟ้อน ขึ้นมา

ผู้ให้คำสัมภาษณ์ 

                       -          พ่อหนานบุญปั๋น  มณีวรรณ  อายุประมาณ  75  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)

                       -          พ่อหนานอินตา  ดวงงาม  อายุประมาณ  75  ปี

                       -          นายอเนก  ตาอ้าย (ม้าขี่ ที่ย่ำทรง  หรือร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ด่าน) อายุประมาณ 40 ปี

                       -          แม่ศรีนวล  ไชยทิพย์  (ขัติยะ)  อายุประมาณ  80  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)

                       -          พ่อมานิตย์  ศรีสว่าง  อายุประมาณ 69  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)

                       -          พ่อศรีนวล  เครือฟู  อายุประมาณ 70  ปี

                       -          แม่แสงหล้า เชื้อขัติ (ตั้งข้าวเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า) อายุประมาณ70 ปี (เสียชีวิตแล้ว)

                       -          ครูศรีวรรณ  แก้วคำฟู (ร่างทรงเจ้าพ่อสิงห์ผ่านฟ้า)  อายุประมาณ  50  ปี

                       -          พ่ออินตุ้ม  ขัติยะ  อายุประมาณ  69  ปี  (เสียชีวิตแล้ว)

 

เอกสารอ้างอิง 

โบราณคดี, กอง .การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ. โครงการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ กรมศิลปกร , มปป.

           .แหล่งประติมากรรมภาคเหนือ. กรุงเทพ : บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งกรุ๊พ จำกัด,  2534.

คณะอณุกรรมการด้านการศาสนางานสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี. มรดกศาสนาเชียงใหม่ภาค 1 : ประวัติและพัฒนาการศาสนาในเมือง. เชียงใหม่ : นพบุรีการพิมพ์, 2540

ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ลานนา (1). พิมพ์ครั้งที่ 2 เชียงใหม่ : บริษัท นอร์เทิร์น พริ้นติ้ง จำกัด, 2530

.............................................................................................................................................................................................................................................

รูปภาพข่วงสิงห์ในอดีตก่อนปี พ.ศ.2500 

 

รูปภาพข่วงสิงห์ในปัจจุบัน พ.ศ.2555

ปรับปรุงข้อมูล : 1/1/2557 0:00:00     ที่มา : วารสารคณะศิลปศาสตร์     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 11137

กลุ่มข่าวสาร : บทความน่าสนใจ

ข่าวล่าสุด